RSS

ประชาธิปไตย จะเรียน จะสอน กันอย่างไร

04 ม.ค.

เรื่องนี้ ผมได้ส่งไปเป็นบทความในวารสารประจำปีของสามัคคีสมาคมฯ และขอเอามาลงให้อ่านกันในนี้ด้วยครับ
——————————————————————————————————————————–

80 ปี แห่งการเดินทางบนหนทางสู่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยนี้ นอกจากจะเป็นถนนลูกรังแล้ว ยังคงโรยด้วยหนาม และเรือใบ เป็นระยะๆ แม้จะมีการพูดถึงมากว่าเราต้องให้การศึกษาประชาธิปไตยแก่ประชาชน แต่กลับมีการลงรายละเอียดในเรื่องการศึกษาประชาธิปไตยกันน้อยมาก ผมจึงขอถือวิสาสะ มาพูดคุยในเรื่องนี้ อย่างไม่เป็นวิชาการเพื่อเป็นแนวความคิดจากคนตัวเล็กๆ ในสังคมประชาธิปไตยครึ่งใบ

ทำไมต้องรู้เรื่องการเมือง

คำถามแรกที่ควรจะตอบให้ได้ คือ “ทำไมต้องรู้”

ประชาธิปไตยหรือเรื่องการเมืองอาจฟังคล้ายเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ที่เราฟังไม่รู้เรื่อง

หารู้ไม่ อันที่จริงแล้ว การเมือง เกี่ยวข้องกับพวกเราทุกคนอย่างไม่ต้องสงสัย

ยกตัวอย่าง รัฐบาลมีนโยบายคืนภาษีรถคันแรก

ได้ยินอย่างนี้ เราทุกคนคงคิดได้ว่า เป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่เคยซื้อรถมาก่อนและต้องการซื้อรถ

แต่ผลกระทบไม่ได้จบอยู่แค่ตรงนั้น เราอาจจะเริ่มได้ยินข่าวแล้วว่าในปัจจุบันนั้น กรมการขนส่งทางบกผลิตป้ายแดงไม่ทัน และบริษัทรถยนต์ ก็ผลิตรถไม่ทัน

สิ่งที่ตามมาคือ ปริมาณรถที่เพิ่มมากขึ้นบนท้องถนน การใช้น้ำมันก็จะเพิ่มขึ้น ถนนที่ไม่ได้เพิ่มตามไปด้วย จะก่อให้เกิดปัญหารถติด ก่อให้เกิดมลพิษ กับตัวเราที่อาจต้องเดินริมถนน อาหารที่ขายอยู่ริมถนน จากที่อาจไม่สะอาดอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่สะอาดเข้าไปอีก เพื่อนที่ขับรถ ก็อาจจะมาไม่ตรงเวลานัด การเมืองจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคน และเป็นเรื่องที่เราควรจะใส่ใจไม่ว่าจะเรียนในสาขาวิชาใดก็ตาม

อะไรคือประชาธิปไตย

เป็นที่ทราบกันดีว่า ประชาธิปไตยนั้น มาจากการรวมเอาคำว่า ประชา และ อธิปไตย นั่นก็คือ อำนาจการปกครอง หรืออำนาจอธิปไตยนั้นมาจากปวงชน ทั่วไปแล้ว อำนาจอธิปไตยจะถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ในกรณีของประเทศไทย เรามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นประมุข ส่วนประชาชนจะใช้อำนาจอธิปไตยตามระบอบผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหล่านี้จะไปลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เพื่อเป็นผู้บริหารประเทศต่อไป อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เนื่องจาก หากปล่อยให้คณะรัฐมนตรีบริหารประเทศไปอย่างไรก็ได้ แล้วรอจนหมดวาระ ก็อาจส่งผลเสียต่อประชาชน และขัดต่อหลักการประชาธิปไตยที่ให้อำนาจประชาชนในการปกครอง ดังนั้น ประชาชนจึงต้องใช้อำนาจอธิปไตยผ่านการมีส่วนร่วมในด้านต่างๆ รวมถึงการตรวจสอบผ่านองค์กรอิสระ และการคานอำนาจกันของสามฝ่ายดังกล่าวด้วย จึงจะทำให้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นสมบูรณ์แบบและถือว่าเป็นประชาธิปไตยที่ใกล้อุดมคติมากขึ้น

เมื่อกลับเข้ามาสู่การเรียนการสอนของไทย ผมมองว่า ประชาธิปไตยที่เราเรียนเราสอนกันอยู่นั้น ถูกจำกัดกรอบอยู่เพียงแค่การเลือกตั้งและเน้นไปที่เสียงส่วนใหญ่เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากการไม่เคารพ ไม่รับฟังเสียงส่วนน้อย (ที่ไม่น้อยซะทีเดียว) ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน

เราลองนึกดูว่า ประชาชนคนไทยมีทั้งหมดราว 60 ล้านคน มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 47.3 ล้านคน (ข้อมูลการเลือกตั้งปี 54 จากhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307595607&grpid=no&catid=&subcatid= ) มีผู้ที่เลือกพรรครัฐบาลประมาณ 15 ล้านคน ซึ่งจะเห็นว่า เป็นจำนวนเพียง 1 ใน 3 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศเท่านั้น นอกจากนั้นยังเป็นความคิดที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่า เมื่อมีเสียงส่วนใหญ่แล้ว จะทำอะไร ก็ถูก จะทำอะไร ก็ย่อมทำได้ ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย

หากลองมองดูการนำเอาประชาธิปไตยมาประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา เราจะเห็นการเลือกตั้งประธานนักเรียน หัวหน้าห้อง ในทุกโรงเรียน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ที่มีการนำเอามุมหนึ่งของประชาธิปไตยมาให้นักเรียนรู้จัก แต่ก็สะท้อนให้เห็นแนวความคิดประชาธิปไตยแบบไทยปัจจุบัน ที่เน้นในเรื่องการผูกขาดอำนาจของเสียงส่วนมาก แสดงให้เห็นถึงการไม่รู้จัก ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ซึ่งการปรับปรุงการเรียนการสอนในเรื่องนี้ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก

การศึกษาประชาธิปไตยในโรงเรียน

การศึกษาประชาธิปไตยให้ได้ทั้งทฤษฎีและการปฏิบัตินั้น ต้องอาศัยหลายแนวทาง ดังนี้

1. การให้ข้อมูล ความรู้

2. การสนับสนุนให้เกิด “ทักษะประชาธิปไตย”

3. การปฏิบัติจริง ผ่านการ “จำลอง”

แต่ละแนวทางนั้นสามารถนำมาขยายความต่อได้ดังนี้

1. การให้ข้อมูล ความรู้

แนวทางนี้ จะคล้ายๆกับที่อยู่ในหลักสูตรอยู่แล้ว นั่นก็คือ การสอนให้นักเรียนทราบว่า ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยนั้น เป็นอย่างไร แต่ที่ควรจะเพิ่มเข้ามาคือข้อดี ข้อเสียของระบอบประชาธิปไตยของแต่ละประเทศ อาทิ แบบประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา และแบบรัฐสภาของไทยนั้น ย่อมมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอยู่

นี่คือการให้ข้อมูลที่จะกระตุ้นให้เด็กเกิดกระบวนการคิด วิเคราะห์อันเป็นพื้นฐานของการมีประชาชนที่มีคุณภาพ สามารถเลือกผู้แทนที่มีคุณภาพของตนเองได้

2. การสนับสนุนให้เกิดทักษะประชาธิปไตย

คำว่า ทักษะประชาธิปไตย ในที่นี้ หมายถึงทักษะในด้านการคิด วิเคราะห์ การแสดงความคิดเห็น ซึ่งครู อาจารย์จะต้องให้โอกาสนักเรียนในการออกความคิดเห็น และนักเรียนคนอื่นๆจะต้องเคารพในความคิดเห็นนั้น โดยมีข้อแม้ว่า การแสดงความคิดเห็น ไม่กระทบต่อความเชื่อ และไม่เป็นการกล่าวร้ายแก่นักเรียนคนอื่น เหล่านี้เป็นพื้นฐานของประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

3. การปฏิบัติจริง ผ่านการจำลอง

ให้มีการจำลองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในห้องเรียน ซึ่งคล้ายกับการเลือกตั้งหัวหน้าห้อง หรือประธานนักเรียน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่รายละเอียดในแต่ละระดับนั้น จะแตกต่างกัน และจะกล่าวถึงโดยละเอียดต่อไป

ทั้งสามแนวทางนี้ จะต้องทำควบคู่กันไปจึงจะทำให้การศึกษาประชาธิปไตยในห้องเรียนได้ผลดี

เพื่อให้เห็นภาพการปฏิบัติจริง ผมจึงขออธิบายลงลึกตามระดับชั้น

ในระดับ ประถมศึกษาตอนต้น

ผมเห็นว่าควรเน้นการสนับสนุนให้เกิดทักษะประชาธิปไตย โดยเน้นให้เกิดการยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น การเริ่มหัดให้นักเรียนเสนอความคิดเห็น โดยมีครู เป็นผู้ชี้แนะ ในขณะเดียวกัน ก็ให้ความรู้ว่าในชีวิตจริงนั้น มีการเลือกตั้งอะไรบ้าง อย่างคร่าวๆ อาทิ การเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร หรือการเลือกตั้งสมาชิกสภาตำบล หรือจังหวัด ในส่วนการจำลองนั้น ก็จะเน้นไปที่การเลือกหัวหน้ากลุ่ม หรือหัวหน้าห้อง ให้นักเรียนรู้จักรับผิดชอบ รู้จักรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง รู้จักการขอโทษ

ในระดับ ประถมศึกษาตอนปลาย

เน้นการสนับสนุนให้เกิดทักษะประชาธิปไตยเช่นกัน โดยจะเริ่มเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ สอนให้นักเรียนรู้จักหาข้อมูลเพื่อมาสนับสนุนเหตุผล หรือมาค้านเหตุผลอื่น ในขณะเดียวกันก็ต้องทำไปพร้อมๆกับการฝึกให้นักเรียนยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

ในส่วนของการให้ความรู้ น่าจะมีการให้ความรู้ในเชิงลึกขึ้น อาทิ การเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การลงสมัครรับเลือกตั้ง วิธีการและเหตุผล ที่มาที่ไปของการเลือกตั้งทั่วไป

ในส่วนของการจำลอง ให้มีการตั้งกฎห้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน อาจเรียกว่าเป็นธรรมนูญของห้อง ให้มีการเลือกตั้งหัวหน้าห้อง และการจัดทีมทำงาน ดูแลด้านต่างๆ ในห้อง อาทิ เหรัญญิก ฝ่ายความสะอาด ฝ่ายวินัย เพื่อดูแลงานด้านต่างๆ คล้ายฝ่ายบริหารจริง ให้เลือกหัวหน้าห้องและทีมทำงานทุกเทอม โดยจะเป็นหัวหน้าห้องซ้ำกันไม่ได้เกินหนึ่งเทอม ให้นักเรียนเลือกฝ่ายค้าน ขึ้นมาตรวจสอบการทำงาน พูดง่ายๆคือการนำเรื่องราวที่เห็นว่าไม่ดี ไปฟ้องครู โดยจะต้องรวมตัวกันให้ได้อย่างน้อย 5 คน โดยมีครูเป็นฝ่ายตุลาการ

ในขั้นนี้ หากครูตรวจสอบว่ามีความผิดจริง ก็จะต้องมีขั้นตอนการลงโทษ ตามกฎที่ตั้งไว้และมีการยอมรับร่วมกัน (เสมือนเป็นธรรมนูญของห้อง) โดยอาจลงโทษโดยการปลดหัวหน้าห้องออก ทั้งนี้ ครูก็จะต้องแสดงให้เห็นว่าการจะปลดหัวหน้าห้อง หรือหัวหน้าทีมทำงานคนใดคนหนึ่งออกจะต้องมีพยานหลักฐานที่พร้อม และแน่นหนาเพียงพอ

ในระดับมัธยมศึกษา

ในส่วนการเสริมทักษะประชาธิปไตยจะเข้มข้นมากขึ้นโดยจะเน้นไปที่การโต้วาทีในเรื่องที่มีความซับซ้อนมากกว่าในระดับประถมศึกษา โดยเรื่องที่นำมาอภิปรายโต้วาทีกันนั้น อาจารย์ประจำชั้นหรือประจำวิชาอาจหยิบยกจากเหตุการณ์จริง ที่อยู่ใน “เกณฑ์ความถูกต้องเป็นสีเทา” นั่นคือ ไม่สามารถระบุลงไปได้แน่ชัดว่าถูกต้อง หรือผิด นอกจากนั้น ยังต้องฝึกให้นักเรียนรู้จักรักษาคำพูดของตนเอง โดยเฉพาะหัวหน้าห้อง และทีมงาน หากพูดสิ่งใดแล้วไม่สามารถทำตามได้ ให้ฝ่ายค้านของห้อง ทำหน้าที่ในการยกประเด็นขึ้นมาพูด ที่สำคัญต้องฝึกให้นักเรียนรู้จักแยกแยะเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน ไม่นำเรื่องบาดหมางส่วนตัวขึ้นมาอภิปราย

นอกจากนี้ ในระดับมัธยมศึกษานั้น ควรจะเน้นในเรื่องการปฏิบัติจริงและการเรียนรู้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น อาทิ การทำงานของคณะรัฐมนตรี การผ่านกฎหมายของรัฐสภา ซึ่งก็เป็นไปตามระดับชั้นของหลักสูตร

ในการจำลองปฏิบัติจริงจะเพิ่มการแบ่งและกระจายอำนาจ เข้ามาด้วย โดยให้ทำทั้งโรงเรียน

ให้หัวหน้าห้องแต่ละห้อง เป็นเสมือนผู้แทนนักเรียน มาเลือกประธานนักเรียนและคณะกรรมการนักเรียนบริหารงาน ในแต่ละห้องก็ยังทำเช่นเดิม คือ มีหัวหน้าห้องและกรรมการห้อง ฝ่ายค้าน ให้นักเรียนรู้จักการกระจายอำนาจ โดยมีสิทธิในการบริหารงานค่อนข้างมาก ในแต่ละห้อง แต่ละระดับชั้น

เราอาจพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นคือนักเรียนที่ได้รับเลือกนั้น ไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากกฎระเบียบของโรงเรียน

ดังนั้นสิ่งนี้จึงต้องได้รับการปรับปรุงเช่นกัน

โรงเรียนควรจะปรับปรุงกฎระเบียบ ให้ยืดหยุ่น สนับสนุนให้นักเรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการจัดกิจกรรมต่างๆเองได้

ให้โปรเจคต์นักเรียนทำงาน อาทิ ให้คิดการจัดกิจกรรมประกวดร้องเพลง การจัดกิจกรรมกีฬาสี เป็นต้น

การเรียนรู้ประชาธิปไตยนอกห้องเรียน

แน่นอนว่า การเรียนรู้ประชาธิปไตย เพียงในห้องเรียนนั้นไม่เพียงพอ เนื่องจากยังมีประชาชนอีกมากที่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาในระบบ ดังนั้นจึงต้องมีการจัดการเรียนรู้นอกห้องเรียนไปพร้อมกันด้วย

สิ่งเหล่านี้ควรจะเริ่มจากสื่อ

สื่อหนังสือพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ ควรจะนำเสนอความหมายของประชาธิปไตยอย่างสร้างสรรค์ แต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือการตรวจสอบ เนื่องจากการตรวจสอบเป็นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่า ในสหราชอาณาจักร เมื่อไม่นานมานี้ มีการใช้สื่อหนังสือพิมพ์ในการซักฟอกรัฐบาล เปิดโปงในเรื่องต่างๆ ดังเรื่อง MP Expenses (เรื่องที่ สส.เบิกเงินเกินกว่าจำเป็น และเบิกในเรื่องที่ไม่ได้ใช้จ่ายจริง) ได้แสดงให้เห็นแล้ว

ในขณะเดียวกัน การตรวจสอบต่างๆ ของสื่อควรจะให้เหตุผลทั้งสองด้านแก่ประชาชน ระบุให้ชัดเจนว่าอะไรคือความคิดเห็น และอะไรคือข้อเท็จจริง ในการทำประชาพิจารณ์ แทนที่จะรณรงค์ให้คนไปลงมติเพียงอย่างเดียว ควรจะเน้นการรณรงค์ให้คนทราบเรื่องราว เบื้องลึก อย่างจริงจัง เพื่อเป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน ทำให้เกิดการตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง

นอกจากนี้ยังควรเพิ่มช่องทาง ในการรับเรื่องร้องเรียนอย่างจริงจังและเป็นไปด้วยความรวดเร็ว

เป็นตัวอย่างให้กับเด็กและเยาวชนรวมถึงประชาชนที่ยังกล้าๆกลัวๆ ลังเลไม่กล้าดำเนินการตรวจสอบให้กระทำตาม

จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องทำไปพร้อมๆกัน จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนไม่ได้

สิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องใช้เงินมาก แต่ใช้เพียงการเปลี่ยนทัศนคติ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ยากที่สุดเลยก็ว่าได้

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: