RSS

หินกลมกลิ้งไปในคอร์นวอลล์: รัก Cornish Pasty ยิ่งชีพ

26 พ.ค.

เช้าวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๕
ตื่นขึ้นมาพบกับเมฆสีเทาๆ ฟ้าหลัวๆ ไปเปิดทีวี ดูห้องนั่งเล่นชั้นบน ที่เมื่อวานยังไม่ได้ดูดี
ประมาณเก้าโมงกว่าๆ ก็ออกไปซื้อของกิน พวก cereal นม มาตุนไว้ในตู้เย็น
และพวกเราก็เกิดไอเดียว่าจะทำอาหารเช้าแบบอังกฤษ (Full English Breakfast) กินกันซักวันหนึ่ง

แล้วอาหารเช้าแบบอังกฤษเป็นยังไง
อาหารเช้าที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ และได้กินกันตามโรงแรม น่าจะมีอยู่ดังนี้ American Breakfast, Thai Breakfast, Continental Breakfast และ English Breakfast
American Breakfast มักจะอยู่ตามโรงแรมเมืองไทย เวลาไปพัก ตอนเช้าก็จะมีบุฟเฟต์ ที่เป็นไข่กวน (Omelette) ไส้กรอก แฮม กินกับน้ำส้ม มีซอสมะเขือเทศ อาจจะมีขนมปังปิ้งด้วย


(Credit: http://www.istytv.com/shop/index.php?page=product_view&productID=1130&webSID=301)
Thai Breakfast มักจะโผล่มาให้เห็นในรูปของข้าวต้ม โจ๊ก ข้าวผัด บะหมี่ผัด (ออกแนวจีน) ผสมๆ กันไป บ้านไหนคุ้นเคยแบบไหนก็กินกันแบบนั้น


(credit:http://www.thaipulse.com/blog/fun/thai-food/thailand-breakfast-favorite-kow-tom-moo/)

Continental Breakfast ชื่อนี้ฟังดูดีมาก แต่จริงๆแล้ว อ้างอิงจากที่เคยเห็นทั่วๆไป มักจะอยู่ที่ ขนมปังทาเนย และ Cereal


(credit: http://www.daysinncampton.com/p/free-deluxe-continental-breakfast-menu.html)

ส่วน English Breakfast นี้ ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารเช้าที่ “หนัก” มาก มักจะมีให้เลือกหลากหลาย แต่ที่มักจะมีคือ เบคอนทอด Baked Beans (ถั่วอบในซอสมะเขือเทศ) มะเขือเทศอบโรยพริกไทย Hash Brown (มันฝรั่งสามเหลี่ยม) ไข่กวน (Omelette) และเห็ดอบ/ทอด

(Credit: http://poisonbella.blogspot.co.uk/2012/02/english-breakfast.html)

ไปเรื่องอาหารมานาน คงจะเห็นแล้วว่า หน้าตาของ English Breakfast เป็นอย่างไร ด้วยความที่มีองค์ประกอบหลายอย่าง ทำให้โดยปกติแล้ว ในหมู่นักเรียน ก็ไม่ค่อยจะมีใครทำกินกันทุกวัน ประจวบเหมาะกับที่พวกเรามีวันว่างๆ มาเที่ยวกัน ก็เลยมีโอกาสจะได้กินแบบครบสูตร

ซื้อของกลับเข้ามาก็ประมาณเที่ยง ได้ฤกษ์ออกเดินทาง
โดยวันนี้เรามีเป้าหมายที่จะเดินไปให้ถึง Land’s End
ซึ่งจากเมืองที่เราอยู่ คือ Penzance นั้นห่างจาก Land’s End ประมาณ 10 ไมล์ ซึ่งเจ้าของบ้านบอกเดินสองสามชั่วโมงก็ถึง
พวกเราก็นึกบรรยากาศโรแมนติก เผื่อเวลานิดหน่อยซักห้าชั่วโมง เดินไปถึงพระอาทิตย์ตกดินพอดี จะได้นั่งละเลียด พักเหนื่อย ดูพระอาทิตย์ค่อยๆ ลับขอบฟ้าจากแหลมที่อยู่ตะวันตกที่สุดของเกาะบริเตน

เมื่อเริ่มเดินจริง เดินออกจากบ้านมาได้ประมาณสิบนาที เรานึกขึ้นได้ว่าลืมปิดประตูระเบียงห้องนั่งเล่นชั้นบน เลยทำให้การเดินทางชะงักไป เรากับวินวิ่งกลับมาปิด
เอาล่ะ ได้เวลาเดินทางกันแล้ว

เดินกินลมชมวิวกันไปเรื่อย ไม่รีบร้อนอะไร จากภาพที่เห็นไกลๆ คือ St.Micheal’s Mount อยู่อีกทางหนึ่ง ซึ่งเราจะไปกันในวันต่อๆไป

ระหว่างทาง มีเรื่องน่าทึ่งและน่านับถือคนท้องถิ่นครับ
ท่ามกลางสภาพอากาศ ประมาณไม่ถึงสิบองศา ท้องฟ้าสีเทา
มีคุณป้าคนหนึ่งเดินอย่างมั่นใจ ลงไปตามทางริมทะเล ลงไปวางกระเป๋า ถอดเสื้อผ้า (เค้ามีชุดว่ายน้ำอยู่ข้างใน) แล้วก็ลงไปว่ายน้ำ
รูปคงไม่สามารถเอามาลงได้ เพราะน่าจะไม่เหมาะสม ในเรื่องการถ่ายภาพบุคคลที่สาม แม้ว่าจะถ่ายไกลๆ ก็ตาม แต่เค้าไม่สามารถมารับรู้ได้ว่าเราเขียนว่าอะไรบ้าง จึงของดลงรูปดังกล่าวนะครับ


พวกเราก็ยังเดินต่อไป นี่เห็นนี้คือเมือง Newlyn เป็นเมืองที่ว่ากันว่ามีปลาสด อร่อย

เดินไปจนถึงเมืองที่ชื่อ Mousehole ครับ เมาซฺ-โฮล
แต่…คนท้องถิ่นเค้าอ่านประมาณว่า “มัส-เซิล” (ก็ไม่เชิงมัสเซิลซะทีเดียว แต่เหมือนอ่าน เมาซฺ-โฮล เร็วๆ) อันนี้ ก็บ่งบอกว่า ภาษาอังกฤษ ก็เหมือนภาษาไทย และภาษาอื่นๆ นั่นแหละครับ ที่แม้จะมีกฏเกณฑ์ระบุไว้ว่าต้องอ่านอย่างนั้นอย่างนี้ แต่การออกเสียงก็ผัน ก็กร่อนและเปลี่ยนไปตามท้องถิ่น และความพอใจของคนในแต่ละพื้นที่ แต่ละยุคสมัย


นี่คือ Mousehole ครับ เข้าใจว่าน่าจะทำกำแพงกั้นขึ้นมาไว้กันลม กันคลื่น ให้เรือมาจอดได้ จะเห็นว่าตอนที่ไปน้ำค่อนข้างแห้ง เรือมาเกยตื้นกันเต็มไปหมด

เมื่อมาถึงที่นี่ ก็หิวครับ บ่ายแก่ๆ แล้ว ยังไม่ถึงครึ่งทางเลย
แต่ใจก็ยังสู้ ไปแวะเติมกำลังให้กับร่างกายด้วยการซื้อ Cornish Pasty มากินกัน
Cornish เป็น adjective หรือคำขยายของ Cornwall ครับ แปลว่า คนคอร์นวอล หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับ Cornwall
ส่วน Pasty นี้เป็นชื่อของแป้งอบใส่ไส้ เหมือนกะหรี่ปั๊บ เลย แต่ชิ้นใหญ่กว่ามาก ใหญ่เกือบครึ่งหน้าคน เลยก็ว่าได้
Cornish pasty
(Credit: http://www.guardian.co.uk/lifeandstyle/wordofmouth/2011/feb/22/protected-status-for-cornish-pasty)

ข้างในมักจะเป็นไส้เนื้อวัว แต่ไส้อื่นๆ ก็มีนะครับ ไก่ ชีส และแบบเจก็ยังมี
สงสัยกันไหมว่า ทำไมต้องทำขอบเป็นแบบนั้น
มีคำตอบครับ
ไกด์ที่ปราสาท St.Micheal’s Mount (ที่จะเล่าถึงในตอนต่อๆไป) เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนคนที่นี่ทำงานในเหมือง เค้าก็จะเอา Cornish Pasty ติดไปกินเป็นอาหารกลางวัน ทีนี้เหมืองมันเลอะเทอะ จะจับอาหารก็ไม่สะดวก ที่ล้างมือก็คงจะไม่มี เค้าก็เลยทำแป้งให้หนาๆ ตรงขอบ ให้จับกินได้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเลยนะครับเนี่ย
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราก็หน้าเดินกันต่อ โดยกิน Cornish Pasty ไปด้วย

ระหว่างทางก็ตื่นเต้นกันมาก กับ Cornish Pasty เพราะชิ้นมันใหญ่มากๆ แล้วก็ร้อน ต้องค่อยๆ กิน
ออกจาก Mousehole มา ก็มาถึงทางที่ “หิน” จริงๆ ครับ
หินในที่นี้เป็นสองความหมาย เป็นความหมายโดยนัยว่า “ยาก” หนึ่งความหมาย และความหมายว่า “หิน” จริงๆ อีกหนึ่งความหมาย

จากภาพจะเห็น Navigator วิน ของเรา อาสา ไปดูทางให้ก่อน
พวกเราก็เดินๆ คลานๆ กันไป
อ้อ Cornish Pasty ยังอยู่ในมือของพวกเราครับ ข้างนึงจับหินพาตัวเองคลานๆไป อีกข้างถือ Cornish Pasty ที่ยังกินไม่เสร็จ

และแล้ว ไข่ไก่ ก็ทำ Cornish Pasty ในมือร่วงหล่นลงไป ท่ามกลางความเสียดายของพวกเราทุกคน เพราะกินยังไม่ถึงครึ่งนึง
(เป็นการย้ำว่ามัน “ใหญ่มาก”)
การสังเวย Cornish Pasty นี้ ก็เป็นอย่าง “เสียเปล่า” เพราะว่า ทางไปต่อไม่ได้ ต้องย้อนกลับขึ้นข้างบน ที่ไม่มีหิน

เสียงโอดครวญของไข่ไก่กับ Cornish Pasty (ที่ไข่ไก่เก็บซากมันขึ้นมาจากหิน ไม่อยากให้เป็นขยะ เป็นตราบาปริมทะเลอังกฤษ) ยังดังต่อเนื่องมาเรื่อยๆตามทาง


(เรา ฟ้าใส และน้องเฟม โดยวิน เป็นคนถ่าย)


เรามี เฟม เป็นนายท้าย


ระหว่างทาง เห็นคุณลุงเอาหนังสือมานั่งอ่านด้วยอารมณ์สุนทรีย์

ฟ้าใส ไข่ไก่ น้องเฟม และวิน

จนเราเดินกันมาถึง Lamorna Cove ซึ่ง
ห่างจาก Land’s End ที่เราหมายมั่นปั้นมือไว้ว่าจะไปให้ถึง ไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกดิน อยู่อีกหลายไมล์
โดยเวลาที่เรามาถึง Lamorna Cove นั้น ห้าโมงกว่าแล้ว

การตัดสินใจครั้งสำคัญก็มาถึง

“พวกเรา ไม่ได้ไปต่อ” (ให้จินตนาการเสียงพิธีกรเดอะสตาร์ไปด้วย)

ถามทางคนแถวนั้นเพื่อไปรอรถเมล์
ก็พบว่าป้ายรถเมล์ เป็นแบบนี้

(เครดิตรูปจากกล้องไข่ไก่)
ช่างน่าเศร้า เพื่อความชัวร์ เราก็เลยเดินไปป้ายรถเมล์ที่อยู่ริมถนนใหญ่ (กว่าหน่อย) ซึ่งหนักกว่าเดิมครับ ไม่มีป้ายเลย มีแต่ที่นั่ง ที่คนท้องถิ่นบอกให้นั่งรอได้
และรถเมล์จะมาอีกประมาณครึ่งชั่วโมง-สี่สิบห้านาที เอาวะ รอก็รอ
ในที่สุด รถเมล์ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังครับ นั่งกลับมาถึง Penzance เมืองที่พักได้สำเร็จ

ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม เพราะเริ่มมืดแล้ว และเวลาไปเที่ยวในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย เราจำเป็นต้องเผื่อเวลา อย่างในกรณีนี้ คือ รถเมล์ ซึ่งในเมืองเล็กๆ รถเมล์ที่วิ่งผ่าน อาจจะมาชั่วโมงละคัน แล้วรถอาจจะหมดตอนหกโมง ทุ่มนึง ต้องระวังไว้ด้วย
และข้อคิดที่สำคัญที่พวกเราได้เรียนรู้คือ อย่าเชื่อที่เจ้าของบ้านบอกทั้งหมด จากที่บอกว่า เดินได้ภายในสามสี่ชั่วโมง เราเดินกันจริงๆ ห้าชั่วโมงกว่ายังไม่ถึงครึ่งทาง

จากเดิมที่คิดว่า จะมาทำอาหารกินกัน ซื้อปลามาทำนู่นทำนี่
เอาเข้าจริง หมดแรงแฮ่กๆ ออกมาเป็น อาหารไทย Takeaway แบบนี้แหละครับ…

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้ากับหินกลมกลิ้งไปในคอร์นวอล ตอน พิสูจน์ตำนานยักษ์ รู้จักคอร์นิชไอศครีม นะครับ🙂

 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: