RSS

ชีวิตมหาลัยในเดอแรม- ตอน ความเหมือนคือความแตกต่าง

23 ธ.ค.

ต้องขอคั่นเรื่องราวการบวชที่วัดชลประทานไว้ซักพักหนึ่ง เนื่องจากสมุดบันทึกกิจวัตรประจำวันในขณะที่อยู่ที่วัดนั้น ไม่ได้อยู่ด้วยตอนนี้

น่าจะกลับไปเขียนเรื่องต่อจากนั้นได้ ในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้าครับ

 

ต้องขอโทษที่บล็อกไม่ได้อัพเดทอย่างจริงจัง มาประมาณหนึ่งเทอมเต็ม

ทั้งนี้ก็เนื่องจากการเปิดเทอม เข้าสู่ชีวิตมหาวิทยาลัยอย่างเต็มตัวแล้ว

ช่วงนี้ปิดเทอมคริสต์มาส หนึ่งเดือน เลยมีเวลามานั่งก๊อกแก๊ก ๆ เล่าเรื่องชีวิต (ที่หวังว่าพอจะน่าสนใจอยู่บ้าง)
ในมหาวิทยาลัย บนเกาะอังกฤษแห่งนี้

เราได้รับการตอบรับ อย่างเป็นทางการ ให้เข้าเรียนวิชา ปรัชญา เศรษฐศาสตร์ และการเมือง ที่มหาวิทยาลัยเดอแรม (Durham University) เมื่อเดือนสิงหาคม วันประกาศผลสอบเอเลเวล

ต้องขอเล่านิดนึงว่า มหาวิทยาลัยในอังกฤษบางแห่ง มีโครงสร้างที่แตกต่างจากที่อื่น นั่นก็คือ ระบบ คอลเลจ (Collegial System)
มหาวิทยาลัยที่ใช้ระบบที่ว่านี้ ก็คือ Oxford, Cambridge, York และ Durham

ระบบคอลเลจที่ว่านี้ ก็คือ นักเรียนจะถูกแบ่ง ๆ ออกไปอยู่ตามคอลเลจต่าง ๆ แต่ละคอลเลจมีหอพัก มีโรงอาหาร มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาของตัวเอง มีชุมนุมต่าง ๆ อยู่ภายใน เหมือนเป็นชุมชนย่อย ๆ ถ้านึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่นักเรียนแยกไปอยู่ตามบ้านต่าง ๆ สี่หลัง นั่นแหละครับ คล้าย ๆ กันเลย สำหรับออกซ์ฟอร์ด และเคมบริดจ์ การเรียนการสอน ก็จะอยู่ภายในคอลเลจตัวเองด้วย แต่ว่าคณะสายวิทย์บางวิชา ก็เรียนรวมกัน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องของห้องแลป และอุปกรณ์ต่าง ๆ

คอลเลจต่าง ๆ เหล่านี้ กระจายอยู่ทั่วเมือง เรียกรวมกันว่า มหาวิทยาลัย

เดอแรมก็เช่นกันครับ เพียงแต่ว่า การเรียนการสอน อยู่ตามคณะ แต่ชีวิตนักศึกษาจะผูกพันอยู่กับคอลเลจค่อนข้างมาก

คอลเลจที่เราเลือกไว้ ชื่อ Van Mildert College ก่อตั้งมาไม่นาน ประมาณสี่สิบห้าสิบปีได้
สาเหตุที่เลือกที่นี่ ไม่มีอะไรมากไปกว่า ดูสถิติ แล้ว Van Mildert (จะขอเรียกสั้น ๆ ว่า มิลเดิร์ท) ทุกคนจะได้ห้องเดี่ยว

ในเดือน กันยายน แม่ มาเที่ยว และได้มาดูมหาลัย ดูที่อยู่ในคอลเลจ
แม่กลับไทย ส่วนเรา ก็ไปอยู่ลอนดอนสามสี่วัน พอถึงวันที่ สามสิบกันยายน ก็เดินทางขึ้นเหนือ มาสู่เมืองเดอแรม

จริง ๆ แล้ววันที่สามสิบไม่ใช่วันเปิดเทอม เพียงแต่เป็นวันที่เริ่มกิจกรรมเตรียมตัวของนักเรียนต่างชาติ ต่างชาติในที่นี้ก็คือนักเรียนชาติอื่นนอกเหนือจากนักเรียนอังกฤษนั่นเอง

เรามากับเพื่อนอีกคนชื่อฟ้าใส เป็นนักเรียนทุนกระทรวงวิทย์ อยู่คนละคอลเลจ

มาถึง นั่งแทกซี่มาจากสถานีรถไฟ ส่งฟ้าใสที่ St.Mary’s College ก่อนจะไปคอลเลจเราที่อยู่ไม่ไกลกัน

เมื่อมาถึง มีรุ่นพี่ มารับเข้าไปดูห้อง ก่อนจะมากินข้าวเย็นที่โรงอาหาร

ในช่วงนี้นักเรียนอังกฤษยังไม่เข้ามา วันที่เราไปถึงเป็นวันพุธ นักเรียนอังกฤษ จะเข้ามาเต็มคอลเลจในวันอาทิตย์
ในจำนวนเด็กปีหนึ่ง สามร้อยกว่าคน มีเด็กต่างชาติอยู่ สามสิบคน คิดเป็นประมาณสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ด้วยความที่พวกเราต่างชาติมาถึงกันก่อน ได้ทำความรู้จักกันก่อน และที่สำคัญ เหมือนที่เพื่อนชาวฮ่องกง-ออสเตรเลีย (เป็นคนฮ่องกงแต่เกิดที่ออสเตรเลีย) ได้เคยพูดไว้
นักเรียนต่างชาติเรา มีความเหมือนอย่างเดียวกัน นั่นก็คือความแตกต่าง

เราทั้งหลายต่างก็มาจากต่างถิ่น มาอยู่ในอังกฤษ ย่อมมีความรู้สึกเหงา ว้าเหว่ และคิดถึงบ้าน ครอบครัวที่อยู่ไกล คล้าย ๆ กัน
เราเข้าใจความรู้สึกซึ่งกันและกัน และสามารถเป็นเพื่อนกันได้ง่ายกว่าชาวอังกฤษ

คำพูดนี้ ได้รับการพิสูจน์ว่า จริงทีเดียว ในอีกหลาย ๆ สัปดาห์ต่อมา

กิจกรรมรับน้องของนักเรียนต่างชาตินั้น เดี๋ยวจะมาเล่าต่อ ในตอนต่อไปครับ

ภาพแม่น้ำ Wear ของเดอแรม วันอากาศแจ่มใสฤดูใบไม้ร่วง

 

แล้วติดตามกันต่อนะครับ

 

ป้ายกำกับ: ,

2 responses to “ชีวิตมหาลัยในเดอแรม- ตอน ความเหมือนคือความแตกต่าง

  1. นุ่น

    24/12/2010 at 11:18 pm

    มีพูดทิ้งท้ายให้อยากรู้แล้วจากไปด้วยยยย
    55555

     
  2. yundong

    12/01/2011 at 12:33 am

    พอดีสนใจไปเรียนภาษาที่ hilderstone อ่ะค่ะ เหนว่าคุณปีนป่าย เคยไปเรียนมา เลยอยากมาถามความเห็นอ่ะค่ะ ว่าเป็นอย่างไร ทั้งโรงเรียน ตัวเมือง สภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่อ่าค่ะ หรือมีเมืองไหนแนะนำมั้ยค่ะ ดูถามเยอะมากเลย ห้าๆๆๆ ขอบคุนมากค่า

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: