RSS

April Truth’s Day

01 เม.ย.

วันนี้มีเรื่องราวดีดีมานำเสนอ
ไม่ได้โกหกนะ ถึงแม้ว่าจะเป็นวัน April Fools’ Day ก็เหอะ…
เรื่องมีอยู่ว่า ได้ไปอ่านในบล็อกของพี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน แล้วทราบมาว่า เขามีทริป “ไม้เมืองร้อน” เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
โดยอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์พาผู้ร่วมเดินทางไปถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์เกี่ยวกับโลกร้อน
พี่ก้องบอกว่า ชาวทริปจะเขียนเรื่องราวคนละหนึ่งเรื่อง ถ้าหากว่ามีการบอกต่อกันตามที่ต่าง ๆ ในหนึ่งวัน คงเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ในขณะที่คนอื่นพูดโกหก พวกเราจะมาพูดความจริงกัน
ส่วนเรา ไม่ได้ไป แต่ก็ขอสนับสนุนโครงการนี้ ด้วยการเอาเรื่องของชาวทริป มาหนึ่งเรื่อง และโพสต์ลงในวันนี้ครับ

และนี่คือเรื่องที่เราเลือกมาจากพี่นัตตี้ ผู้ร่วมทริปไม้เมืองร้อน และยังเป็นผู้ร่วมทริป “หน่อไม้” เป็นวิศวกรสิ่งแวดล้อมผู้มีความตั้งใจในการ “รักษ์” โลกของเราครับ

—————————————————————————————————————————–

In my mind

เรื่อง > Ursa Major.

– 1 –

                ถ้าหากคุณลองแหงนหน้าขึ้นมองบนฟากฟ้าเบื้องบนยามค่ำคืน  เมื่อได้มีโอกาสออกไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัด  เราจะได้พบกับดวงดาวสุกสกาวเต็มฟากฟ้า  บางคราวถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกขาวพาดผ่านราวฟ้า  ชวนให้เกิดจินตนาการกว้างไกล

                ในอดีตกาลโลกและบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหลายรวมทั้งดวงอาทิตย์ล้วนก่อกำเนิดมาพร้อมกันเมื่อราว 4,600 ล้านปีมาแล้วในมุมหนึ่งของกลุ่มดาวมหึมาที่เราเองเรียกว่า  ทางช้างเผือก หรือ Milky Way   และโลกของเราก็เป็นดาวเพียงดวงเดียวในครอบครัวดวงอาทิตย์ที่ยังคงมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่  เราเชื่อว่าในบรรดาสิ่งมีชีวิตหลากหลาย  มนุษย์ (Homo Sapien)  ถือกำเนิดขึ้นมาหลังสุดในช่วงไม่ถึง 1 ล้านปีมานี้เอง

                ด้วยชีวิตที่ต้องอาศัยพึ่งพิงกับสิ่งที่อยู่รอบกาย  เพื่อการยังชีพด้วยอารยธรรมการรวมกลุ่มล่าสัตว์และเพาะปลูก  ทำให้สังคมโบราณมีวัฒนธรรมร่วมกับสิ่งที่ดำรงอยู่ไม่ว่าจะเป็น แสงแดดอุ่น  ผืนฟ้าคราม ป่าเขา ดวงดาวหรือสายน้ำ  ซึ่งตัวอย่างดังกล่าวจะสามารถเห็นได้จากการรู้จักใช้สมุนไพรรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในบริเวณสองฟากฝั่งลำน้ำและที่ลุ่มเพื่อการเพาะปลูกรวมถึงการปรับตัวและตั้งรับกับสภาพธรรมชาติอันโหดร้ายในบางคราว

                แต่ในระยะเวลาแค่เพียงราวๆ 100 ปีที่ผ่านมาที่โลกได้รู้จักกับน้ำมันผนวกเข้ากับวิทยาการต่างๆ ที่สมองมนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการอันไร้ขีดจำกัดของมนุษยชาติและสิ่งที่บังเกิดคู่ควบมากับความเจริญแบบก้าวกระโดดทำให้  ผืนฟ้าที่เคยสดใสก็กลับหม่นมัวลงจากควันพิษที่ถูกปลดปล่อยออกมา     สายน้ำที่เคยแลใสไหลเย็นก็กลับขุ่นคล้ำจนใช้การอะไรไม่ได้นอกจากเป็นทางระบายน้ำทิ้ง   ป่าไม้ที่เคยเป็นคลังยารักษาโรคแหล่งอาศัยของเหล่าเพื่อนร่วมโลกและคอยรักษาสมดุลแห่งธรรมชาติก็กลับลดพื้นที่ลงรวดเร็วอย่างน่าใจหาย   ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันเลวร้ายมีให้พบเห็นได้ไม่เว้นแต่ละวัน   ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นเราคงอดกล่าวโทษไม่ได้ว่าเกิดเพราะการใช้และรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบเสพไม่หยุดใช้ไม่ยั้งของคนอย่างเราๆ ท่านๆ นี่เอง

                ประมาณการกันว่า  ในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีมานี้ทรัพยากรภายในโลกกว่าครึ่งถูกดึงขึ้นมาใช้  บางส่วนก็เพียงเพื่อความดูดีของผู้ใช้และสิ่งของ  แต่มิได้ก่อให้เกิดสาระอันใดมากกว่านั้นเลยและบางส่วนก็แปรสภาพกลับกลายเป็นขยะและควันพิษปริมาณมหาศาลที่ส่งผลกลับมายังมนุษย์ไปอีกหลายร้อยปี  ยังมิพักที่จะเอ่ยถึงว่า  การที่ทรัพยากรส่วนมากถูกขนถ่ายจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมเพื่อก่อผลประโยชน์ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ  พร้อมทั้งปลดปล่อยสารพิษออกสู่โลกในปริมาณมากก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการใช้ทรัพยากรของโลกที่ทุกคนควรจะมีสิทธิ์ใช้ในปริมาณที่เท่าเทียมกันเนื่องจากความจำกัดของทรัพยากรที่มีอยู่ตราบใดที่เรายังคงหาแหล่งทรัพยากรใหม่ไม่ได้นอกจากโลกใบนี้

 

– 2 –

                จวบจนถึงวันนี้ใช่ว่าอนาคตของเราจะหม่นมัวไร้ความหวังเสียเลยทีเดียวและวิถีทางที่น่าจะนำไปสู่ความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรในอนาคต  ก็คือความเข้าใจและร่วมมือกันของประชาชนพลโลกแต่การที่จะทำอย่างที่กล่าวมาใช่จะเป็นเรื่องง่ายดายนัก  เนื่องจากในวิถีชีวิตที่เราปลูกฝังลัทธิบริโภคนิยมขึ้นทั่วโลกนั่นคือการกระตุ้นให้แต่ละคนนำทรัพยากรมาใช้เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายทุกๆ อย่าง  ไม่เว้นแม้แต่สังคมเกษตรกรรมเช่น การทำนาปลูกข้าวที่แต่เดิมเคยทำกันแค่ปีละเพียงครั้งเดียว  ก็ถูกเพิ่มขึ้นเป็น 2 ครั้งและ 3 ครั้งต่อปีในบางท้องที่  ทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำในการทำการเกษตร  รวมถึงผืนดินที่ถูกใช้อย่างต่อเนื่องก็ทำให้ดินเสียอย่างรวดเร็ว   โดยที่ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าปริมาณปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงที่ตกค้างอยู่ในดิน  แหล่งน้ำและสัตว์น้ำอีกปริมาณมหาศาลขนาดไหน

                การเริ่มต้นในการปลูกฝังค่านิยมความคิดในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า  เป็นสิ่งที่ง่ายที่จะทำให้เกิดขึ้นในเด็กและเยาวชน  เพราะถ้าจะกล่าวไปแล้วเด็กๆ ก็คือเจ้าของทรัพยากรที่แท้จริงเพราะในอนาคตข้างหน้าคนเหล่านี้จะต้องเป็นผู้เผชิญกับปัญหาสภาวะแวดล้อมเป็นพิษและทรัพยากรธรรมชาติที่มีให้ใช้ในปริมาณที่จำกัดยิ่งนัก

                แต่สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ก็ใช่ว่าจะง่ายเสมอไป  ในเมื่อเด็กส่วนใหญ่เติบโตมากับสภาพสังคมและชีวิตสมัยใหม่ที่แวดล้อมไปด้วยลักษณะการแข่งขันกันบริโภคและการโฆษณาชักชวนให้เกิดความต้องการที่ถูกกระตุ้นขึ้น (Generated Demand) ซึ่งเป็นเพียงการสร้างภาพของตัวตนด้วยเปลือกภายนอก  กลับทั้งยังไม่สามารถเข้าใจถึงแหล่งที่มาของทรัพยากรซึ่งเป็นต้นทุนทางธรรมชาติทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นน้ำอาบ  ดื่มกิน  หรือการลดลงของพื้นที่ป่าในชนบท  ไม่เคยเห็นว่าในยามหน้าแล้งการขาดน้ำในการใช้อุปโภคบริโภคนั้นเป็นเช่นไร ในเมื่อเปิดก๊อกน้ำทุกครั้งก็มีน้ำไหลให้ใช้สะดวกดาย    หรือการที่จะเชื่อมโยงปัญหาและความเดือดร้อนของผู้คนที่ต้องถูกไล่ที่หมดหนทางทำกินจากการสร้างเขื่อน  เพื่อนำน้ำมาป้อนสังคมเมืองในยามหน้าแล้ง   รวมทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อให้ในเมืองมีไฟสว่างเรืองรองทุกตรอกซอกซอย      ในขณะที่ตนเองนั้นมีเพียงหลอดไฟบ้านละดวง  ซึ่งการที่จะทำให้เด็กๆ ที่เติบโตมาด้วยภาวะปัจจัยเช่นนี้จินตนาการและรู้ซึ้งถึงสาเหตุในการแบ่งปันกันใช้  เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก

                แต่ข้อเสนอที่เป็นไปได้คือเริ่มจากความรู้สึก ผิด ชอบ ชั่ว ดี และการทำความเข้าใจถึงประโยชน์ส่วนรวมของคนหมู่มาก  ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณแบบสังคมตะวันออกที่นับวันจะลดน้อยถอยลงไปทุกที  โดยแทนที่ด้วยความคิดแบบปัจเจกชนนิยมผสมกับลัทธิบริโภคนิยมแบบตะวันตก  ที่ทำให้คนทั้งหลายคิดว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อนก็น่าจะเพียงพอแต่ไม่เคยรู้เลยว่าสาเหตุมาจากการบริโภคโดยไม่สนใจคนรอบข้างของตนเอง  หรือไม่ก็มักโยนความผิดให้กับรัฐหรือเอกชนไป 

                แต่ใช่ว่าข้อความข้างต้นผมจะกล่าวหาสังคมและแนวคิดแบบตะวันตกว่าไม่ดี  เพียงแต่เรารับเอามาไม่ครบถ้วนทั้งกระบวนการเท่านั้นเอง  เพราะในสังคมตะวันตกการบริโภคต่างๆ จะถูกควบคุมด้วยระบบการจัดเก็บค่าตอบแทนในการบริโภคและการรับบริการของแต่ละชนิดด้วยราคาต้นทุนอันแท้จริงซึ่งเป็นการจำกัดการบริโภคไปโดยปริยาย  แต่ในประเทศเรากลับไม่ใช่เช่นนั้น  แต่กลับกลายเป็นสวัสดิการหรือการบริการของรัฐหรือรัฐอุปถัมภ์ไปเสียส่วนใหญ่  โดยการอ้างถึงการจ่ายภาษีแล้วก็ควรจะได้รับการบริการไปทุกๆ อย่าง

                หันกลับมามองที่เยาวชนที่เราคาดหวังไว้กับปัญหานี้เราเริ่มได้จากการฝึกสำนึก ผิด ชอบ ชั่ว ดี ให้เกิดขึ้นก่อนด้วยสังคมของครอบครัวและโรงเรียนเพราะผมเองเห็นว่าในโลกนี้ไม่มีใครที่ไม่อยากเป็นคนดี  แต่บางอย่างที่คนส่วนมากนิยามความดีไว้สูงเสียจนทำได้ยากกระทั่งเด็กบางคนเกิดการต่อต้านและไม่เห็นด้วย

จากนั้นถึงจะมองในเรื่องของการปลูกฝังสำนึกรักและดูแลส่วนรวม  แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากผู้ใหญ่ที่เข้าใจและคอยประคับประคองดูแลและต้องช่วยกันลดค่านิยมของการบีบคั้นให้เด็กเป็นคนเก่ง  ซึ่งบางทีอาจจะมีความเห็นแก่ตัวติดตามมาด้วย  ซึ่งผมคิดว่าคงไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด  อยากเห็นลูกของท่านเป็นคนไม่ดีหรอก  จริงไหมครับ?

เริ่มจากการชักจูงในสิ่งดีที่ทำได้ง่าย  เช่นการไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกราด  การปฏิเสธถุงพลาสติกใส่ของในยามที่เห็นว่าของที่ซื้อไม่จำเป็นต้องใส่ถุงก็ได้  การไม่เปิดน้ำเปิดไฟทิ้งไว้

 

3 –

ธรรมชาติ  คำคำนี้ถูกนำมาใช้และอ้างถึงบ่อยมากในนามของสิ่งที่ดีงามตามสายตาของนักสิ่งแวดล้อมและเป็นสิ่งที่ทุกคนพยายามใฝ่หา   ถ้าจะถามว่าธรรมชาติคืออะไรใครตอบได้บ้าง? อาจจะยากไป  แต่ถ้าถามว่าอะไรบ้างที่เป็นธรรมชาติ?   คงจะตอบได้ง่ายกว่า

                หากจะมองโลกกลมๆ ใบนี้ที่มีอายุจากก่อเกิดจนถึงวันนี้ก็ราว 4,600 ล้านปีมาแล้วตั้งแต่มวลสารและบรรดากลุ่มก๊าซต่างๆ พากันหมุนวนและก่อตัวเป็นระบบสุริยะ

                จากเดิมในบรรยากาศของโลกล้วนเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำปกคลุมเต็มชั้นบรรยากาศ  แต่พอโลกเริ่มเย็นตัวลงบรรดาไอน้ำต่างพากันควบแน่นตกลงมาเป็นฝนและไหลรวมลงสู่ที่ต่ำกว่าจนเป็นทะเลและมหาสมุทรในปัจจุบัน

                จากนั้นจึงจะเกิดสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ขึ้นบนโลกที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนก่อเกิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า Homo Sapien  ขึ้นเมื่อราว 4 -5 แสนปีที่ผ่านมานี่เอง  และในช่วงเวลาเพียงแค่ราว 100 ปีที่ผ่านมาบรรดา Homo Sapien  ทั้งหลายนี้ก็ได้ทำให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  จากความคิดพื้นฐานที่เชื่อว่าพวกตนนั้นเป็นสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุดจนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลสภาพธรรมชาติต่างๆ ของโลกให้เหมาะสมกับความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ได้   แต่ในปัจจุบันความเชื่อเหล่านั้นก็ได้รับการพิสูจน์แล้ว  จากสภาพความวิปริตผิดเพี้ยนของฤดูกาลและวิบัติภัยในรูปแบบต่างๆ รวมถึงโรคร้ายที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน   แล้วย้อนกลับมาทำลายชีวิตมนุษย์เอง

                ถ้าหากเปรียบระยะเวลา 4,600 ล้านปีลงเหลือเพียง 365 วันบรรดา Homo Sapien ทั้งหลายก็เพิ่งเกิดขึ้นมาเดินบนโลกแค่เพียง 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา และแค่เวลาเพียง 1 วินาที  มนุษย์ก็ได้ทำให้โลกใบนี้ย่อยยับได้ในชั่วพริบตา

                วันใดคุณได้แหงนหน้าขึ้นมองฟากฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวสุกสกาว  คุณจะรับรู้ได้ทันทีว่าโลกเป็นเพียงเสี้ยวธุลีในอวกาศมหาศาล  ขอให้จำไว้ว่าถ้าหากดาราจักรทางช้างเผือกมีขนาดเทียบเท่ากับโลก  โลกเราจะมีขนาดแค่เพียง 0.2 ไมครอน หรือเล็กเพียงไวรัสเท่านั้นเอง แล้วคุณยังจะคิดเอาชนะธรรมชาติอีกหรือ  มนุษย์โลกทั้งหลาย

                เพราะถ้าหากวันใดสมดุลธรรมชาติที่เสียไปถูกโลกปรับสมดุลใหม่  ใครจะรู้ว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจะมีใครมาคอยเรียกดาวเคราะห์สีน้ำเงินนี้ว่า  โลกมนุษย์อีก

                ธรรมชาติ  คำคำนี้เป็นคำที่มักถูกอ้างถึงบ่อยๆ แต่แท้จริงแล้วยิ่งใหญ่เกินใครจะควบคุมได้  เพราะ ธรรมะ ที่แปลว่าความจริง  กับชาตะ  ที่แปลว่าเกิดนั้นเมื่อรวมความแล้ว truth birth จะหมายถึง ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  นั่นคือ ธรรมชาติ

 

4 –

ครับผมเริ่มต้นบทความนี้จากการมองจักรวาล  สู่โลกในอดีตและปัจจุบัน   และแคบลงมาในระดับประเทศ  จนกระทั่งถึงหน่วยที่ย่อยที่สุดของสังคม  คือ  ครอบครัว  เนื่องจากว่าผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ร้อยโยงเกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องราวอันเดียวกันและสิ่งที่จะช่วยให้โลกใบนี้ยังคงสดสวยได้คงต้องเริ่มกันจากผู้ใหญ่ของทุกครอบครัวเข้าใจโดยเริ่มบอกแก่เด็กๆ  ที่บ้านถึงเรื่องราวเหล่านี้  และผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าการเริ่มทำเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นเลยหากเราช่วยกัน

เพราะถ้าเราลองนึกกันดูเล่นๆ ว่าในอีก 20 – 30 ปีข้างหน้าในยามที่คุณแก่ตัวลง   และในวันนั้นลูกๆ ของคุณเติบโตขึ้นมาเรายังจะมีน้ำทะเลใสๆ   ป่าสีเขียวสวย   อากาศดีๆ ไว้ให้หลานของเราที่จะเกิดขึ้นมาก็คงดี ใช่ไหมครับ?  เราจะได้พาหลานของเราไปเล่นน้ำทะเล  เล่นน้ำตก  ดูนก เหมือนกับที่เราเคยได้สัมผัสมาในวัยเด็ก  มันก็คงเป็นอีกช่วงชีวิตที่ดีก่อนที่เราจะลาโลกใบนี้ไป  ใช่ไหมครับ?

หากคุณลองแหงนหน้าขึ้นมองบนฟากฟ้าเบื้องบนยามค่ำคืน  เมื่อได้มีโอกาสออกไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัด  เราจะได้พบกับดวงดาวสุกสกาวเต็มฟากฟ้า  บางคราวถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกขาวพาดผ่านราวฟ้า  ชวนให้เกิดจินตนาการกว้างไกล  เกิดตายในช่วงชีวิตคนเราเป็นเวลาแค่พริบตาในปฏิทินกาลเวลาของจักรวาล  แต่เวลาแค่เพียงชั่วพริบตานั้นคุณเลือกที่จะทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับลูกหลานและพื้นแผ่นดินเดียวกันที่เราอาศัยอยู่ที่ชื่อว่า  โลก …….

……..ใช่ไหมครับ?

 —————————————————————————————————–
ใช่ไหมครับ?

http://ursamajor29.multiply.com/ อันนี้มัลติพลายของพี่นัตตี้ มีรูปทริป และเรื่องราวต้นฉบับอยู่ครับ
http://neemosapien.multiply.com  อันนี้มัลติพลายของพี่อุดนีย์ ที่ไปร่วมทริป มีเรื่องราวและรูปภาพบอกเล่าเรื่องเยอะเลยครับ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

5 responses to “April Truth’s Day

  1. Wing

    01/04/2009 at 1:16 am

    การเดินทางยาวก็ต้องเขียนยาวสินะ =\

     
  2. zatzii

    01/04/2009 at 1:48 pm

    เราชอบการเล่าเรื่องราวของพี่ก้องมากๆ ชอบหนังสือเขาอ่ะ

    แล้วปีนป่ายเป็นไงบ้าง สบายดีอ่ะจิ?? มาอัพเดดบ่อยๆเน้อ

    เราชอบอ่าน

     
  3. peenpai

    01/04/2009 at 1:56 pm

    ขอบคุณที่มาตามอ่านอยู่เสมอนะ

    เราก็ชอบการเล่าเรื่องของพี่ก้องเหมือนกัน อ่านเพลินดี

    เราสบายดี

    ตอนนี้ปิดเทอมอีสเตอร์ จะพยายามมีวินัยในการเขียนบล็อก (ยืมคำพูดพี่นิ้วกลมมา)

     
  4. Wing

    01/04/2009 at 10:04 pm

    โอ๊ยยยยยย ขยันเจงๆๆๆๆ ปีนป่าย สุดหล่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

     
  5. รองเท้าสีฟ้า

    21/04/2009 at 3:03 pm

    มาช้าไปหน่อย แต่จะบอกว่าชอบเหมือนกัน
    “โอ้ว ภาษาพี่ก้อง อุ่นๆ หวานๆ โดยเฉพาะ สองเงาในเกาหลี ><“

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: