ปีนป่าย

ปีนจากกะลา สู่โลกกว้างที่ ท้าทาย

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘ไม่มีหมวดหมู่’

เชิญชวน

แสดงความเห็นโดย peenpai บน ตุลาคม 31, 2009

เมื่อไม่นานมานี้

เราได้เปิดบล็อกใหม่อีกบล็อก โดยใช้ชื่อของพ่อ เป็นชื่อบล็อก

http://manask.wordpress.com/

บล็อกนี้ เป็นบล็อกภาษาอังกฤษล้วนครับ ตั้งใจจะเขียนเรื่องที่ค่อนข้างหนักซักหน่อย เป็นบล็อก
ที่ “พยายาม” จะแสดงความคิดเห็น ต่อการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
ของไทยบ้าง ของต่างชาติบ้าง

ถ้าสนใจ ก็ขอเชิญไปเยี่ยมชม แสดงความคิดเห็น และติชมได้ ที่ http://manask.wordpress.com/  ครับผม

สาเหตุที่ตั้งชื่อบล็อกเป็นชื่อของพ่อ ก็เพราะว่า ท่านเป็นคนที่ปลูกฝังให้เราสนใจ วิชาทางด้านนี้ ตั้งแต่เด็ก ๆ
เราชอบคุยเรื่องการเมืองกับพ่อ เพราะพ่อจะเป็นคนที่วิจารณ์การเมืองได้ลึก และไม่เหมือนใคร และที่สำคัญ
ส่วนใหญ่ที่พ่อทำนายไว้ มักจะไม่ผิด

เราเอง ฝีมือยังอ่อนหัดนัก
ต้องใช้เวลาฝึกปรือฝีมือ และฝีสมอง (ฟังดูน่ากลัวเนอะ) อีกพักใหญ่ ๆ

ยังไงก็ขอฝาก บล็อกใหม่นี้ ไว้ในอ้อมใจ ของผู้ที่สนใจด้วยนะครับบบ

โปรดติดตามตอนต่อไป…

เขียนแล้วใน ไม่มีหมวดหมู่ | 3 Comments »

สนุกกับชู้

แสดงความเห็นโดย peenpai บน สิงหาคม 8, 2009

วันนี้ไปดูคนเขามีชู้กัน!

ในโรงหนังครับ
วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์นี้ ที่พารากอนซีนีเพล็กซ์ เขามีการจัดฉายหนังไทยเก่า  ที่ใช้ภาคใต้เป็นสถานที่ถ่ายทำ
ชื่อเทศกาลน่ารักว่า “แลหนัง ล่องใต้”
ในวันนี้ เรากับเพื่อนเดินเลียบ ๆ เคียง ๆ อยู่ที่เคาน์เตอร์ ว่าจะดูหนังเรื่องอะไรดี
ในที่สุด ก็ เลือกไม่ได้…

ลองถามพี่ที่เคาน์เตอร์ ว่าถ้าจะดูเรื่องนึง ในสามเรื่อง ที่ฉายในตอนเที่ยงถึงบ่าย ๆ มีอะไรน่าดู พี่เค้าบอก “พี่เลือกชู้ ค่ะ”
เอ้า ชู้ ก็ ชู้…

ตอนก่อนดู เราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะหนังก็เก่าแล้ว (ปี ๒๕๑๕ แน่ะ) และเนื้อเรื่อง เมื่อฟังจากชื่อเรื่องแล้ว ก็คงไม่มีอะไรมาก
แต่หลังจากดูจบ ต้องขอบอกว่า เป็นหนังไทยที่ดีมากเรื่องหนึ่งในทีเดียว
ตัวแสดงหลัก มีแค่ สาม สี่คน แต่ก็มีการดำเนินเรื่องที่หักมุม และสนุก ชวนติดตามตลอด
เรียกว่า “เนื้อแน่น” เลยก็ว่าได้

การแสดงของนักแสดงก็เป็นไปอย่างรื่นไหล
จนต้องคิดทบทวนหลายรอบว่านี่คือหนังปี ๒๕๑๕ สร้างและฉาย ตั้งแต่ก่อนเราเกิดเป็นสิบกว่าปี

หนังไทยปัจจุบันก็น่าจะเอาเรื่องนี้ไว้ศึกษา ทั้งในเรื่องของความ “อิน” ในบท ของนักแสดง
และเนื้อเรื่องที่แน่น อย่างหนังเรื่องนี้
ในความคิดของเรา หนังไทยในปัจจุบันบางเรื่อง ภาพสวย นักแสดงใส เสียงประกอบ เอฟเฟกต์เพียบ แต่ขาดความพร้อมทั้งในส่วนของเนื้อหา และนักแสดง

ทำให้หนังไทยเก่า ๆ เรื่องนี้ ชนะหนังไทยใหม่ ๆ บางเรื่องได้อย่างขาดลอย ในความคิดของเรา

ขอชื่นชมชู้ ครับ…
reply33191_coo1

ติดตามตอนต่อไปครับ…

เขียนแล้วใน ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged: , | 2 Comments »

April Truth’s Day

แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 1, 2009

วันนี้มีเรื่องราวดีดีมานำเสนอ
ไม่ได้โกหกนะ ถึงแม้ว่าจะเป็นวัน April Fools’ Day ก็เหอะ…
เรื่องมีอยู่ว่า ได้ไปอ่านในบล็อกของพี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน แล้วทราบมาว่า เขามีทริป “ไม้เมืองร้อน” เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
โดยอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์พาผู้ร่วมเดินทางไปถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์เกี่ยวกับโลกร้อน
พี่ก้องบอกว่า ชาวทริปจะเขียนเรื่องราวคนละหนึ่งเรื่อง ถ้าหากว่ามีการบอกต่อกันตามที่ต่าง ๆ ในหนึ่งวัน คงเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ในขณะที่คนอื่นพูดโกหก พวกเราจะมาพูดความจริงกัน
ส่วนเรา ไม่ได้ไป แต่ก็ขอสนับสนุนโครงการนี้ ด้วยการเอาเรื่องของชาวทริป มาหนึ่งเรื่อง และโพสต์ลงในวันนี้ครับ

และนี่คือเรื่องที่เราเลือกมาจากพี่นัตตี้ ผู้ร่วมทริปไม้เมืองร้อน และยังเป็นผู้ร่วมทริป “หน่อไม้” เป็นวิศวกรสิ่งแวดล้อมผู้มีความตั้งใจในการ “รักษ์” โลกของเราครับ

—————————————————————————————————————————–

In my mind

เรื่อง > Ursa Major.

- 1 -

                ถ้าหากคุณลองแหงนหน้าขึ้นมองบนฟากฟ้าเบื้องบนยามค่ำคืน  เมื่อได้มีโอกาสออกไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัด  เราจะได้พบกับดวงดาวสุกสกาวเต็มฟากฟ้า  บางคราวถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกขาวพาดผ่านราวฟ้า  ชวนให้เกิดจินตนาการกว้างไกล

                ในอดีตกาลโลกและบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหลายรวมทั้งดวงอาทิตย์ล้วนก่อกำเนิดมาพร้อมกันเมื่อราว 4,600 ล้านปีมาแล้วในมุมหนึ่งของกลุ่มดาวมหึมาที่เราเองเรียกว่า  ทางช้างเผือก หรือ Milky Way   และโลกของเราก็เป็นดาวเพียงดวงเดียวในครอบครัวดวงอาทิตย์ที่ยังคงมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่  เราเชื่อว่าในบรรดาสิ่งมีชีวิตหลากหลาย  มนุษย์ (Homo Sapien)  ถือกำเนิดขึ้นมาหลังสุดในช่วงไม่ถึง 1 ล้านปีมานี้เอง

                ด้วยชีวิตที่ต้องอาศัยพึ่งพิงกับสิ่งที่อยู่รอบกาย  เพื่อการยังชีพด้วยอารยธรรมการรวมกลุ่มล่าสัตว์และเพาะปลูก  ทำให้สังคมโบราณมีวัฒนธรรมร่วมกับสิ่งที่ดำรงอยู่ไม่ว่าจะเป็น แสงแดดอุ่น  ผืนฟ้าคราม ป่าเขา ดวงดาวหรือสายน้ำ  ซึ่งตัวอย่างดังกล่าวจะสามารถเห็นได้จากการรู้จักใช้สมุนไพรรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในบริเวณสองฟากฝั่งลำน้ำและที่ลุ่มเพื่อการเพาะปลูกรวมถึงการปรับตัวและตั้งรับกับสภาพธรรมชาติอันโหดร้ายในบางคราว

                แต่ในระยะเวลาแค่เพียงราวๆ 100 ปีที่ผ่านมาที่โลกได้รู้จักกับน้ำมันผนวกเข้ากับวิทยาการต่างๆ ที่สมองมนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการอันไร้ขีดจำกัดของมนุษยชาติและสิ่งที่บังเกิดคู่ควบมากับความเจริญแบบก้าวกระโดดทำให้  ผืนฟ้าที่เคยสดใสก็กลับหม่นมัวลงจากควันพิษที่ถูกปลดปล่อยออกมา     สายน้ำที่เคยแลใสไหลเย็นก็กลับขุ่นคล้ำจนใช้การอะไรไม่ได้นอกจากเป็นทางระบายน้ำทิ้ง   ป่าไม้ที่เคยเป็นคลังยารักษาโรคแหล่งอาศัยของเหล่าเพื่อนร่วมโลกและคอยรักษาสมดุลแห่งธรรมชาติก็กลับลดพื้นที่ลงรวดเร็วอย่างน่าใจหาย   ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันเลวร้ายมีให้พบเห็นได้ไม่เว้นแต่ละวัน   ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นเราคงอดกล่าวโทษไม่ได้ว่าเกิดเพราะการใช้และรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบเสพไม่หยุดใช้ไม่ยั้งของคนอย่างเราๆ ท่านๆ นี่เอง

                ประมาณการกันว่า  ในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีมานี้ทรัพยากรภายในโลกกว่าครึ่งถูกดึงขึ้นมาใช้  บางส่วนก็เพียงเพื่อความดูดีของผู้ใช้และสิ่งของ  แต่มิได้ก่อให้เกิดสาระอันใดมากกว่านั้นเลยและบางส่วนก็แปรสภาพกลับกลายเป็นขยะและควันพิษปริมาณมหาศาลที่ส่งผลกลับมายังมนุษย์ไปอีกหลายร้อยปี  ยังมิพักที่จะเอ่ยถึงว่า  การที่ทรัพยากรส่วนมากถูกขนถ่ายจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมเพื่อก่อผลประโยชน์ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ  พร้อมทั้งปลดปล่อยสารพิษออกสู่โลกในปริมาณมากก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการใช้ทรัพยากรของโลกที่ทุกคนควรจะมีสิทธิ์ใช้ในปริมาณที่เท่าเทียมกันเนื่องจากความจำกัดของทรัพยากรที่มีอยู่ตราบใดที่เรายังคงหาแหล่งทรัพยากรใหม่ไม่ได้นอกจากโลกใบนี้

 

- 2 -

                จวบจนถึงวันนี้ใช่ว่าอนาคตของเราจะหม่นมัวไร้ความหวังเสียเลยทีเดียวและวิถีทางที่น่าจะนำไปสู่ความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรในอนาคต  ก็คือความเข้าใจและร่วมมือกันของประชาชนพลโลกแต่การที่จะทำอย่างที่กล่าวมาใช่จะเป็นเรื่องง่ายดายนัก  เนื่องจากในวิถีชีวิตที่เราปลูกฝังลัทธิบริโภคนิยมขึ้นทั่วโลกนั่นคือการกระตุ้นให้แต่ละคนนำทรัพยากรมาใช้เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายทุกๆ อย่าง  ไม่เว้นแม้แต่สังคมเกษตรกรรมเช่น การทำนาปลูกข้าวที่แต่เดิมเคยทำกันแค่ปีละเพียงครั้งเดียว  ก็ถูกเพิ่มขึ้นเป็น 2 ครั้งและ 3 ครั้งต่อปีในบางท้องที่  ทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำในการทำการเกษตร  รวมถึงผืนดินที่ถูกใช้อย่างต่อเนื่องก็ทำให้ดินเสียอย่างรวดเร็ว   โดยที่ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าปริมาณปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงที่ตกค้างอยู่ในดิน  แหล่งน้ำและสัตว์น้ำอีกปริมาณมหาศาลขนาดไหน

                การเริ่มต้นในการปลูกฝังค่านิยมความคิดในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า  เป็นสิ่งที่ง่ายที่จะทำให้เกิดขึ้นในเด็กและเยาวชน  เพราะถ้าจะกล่าวไปแล้วเด็กๆ ก็คือเจ้าของทรัพยากรที่แท้จริงเพราะในอนาคตข้างหน้าคนเหล่านี้จะต้องเป็นผู้เผชิญกับปัญหาสภาวะแวดล้อมเป็นพิษและทรัพยากรธรรมชาติที่มีให้ใช้ในปริมาณที่จำกัดยิ่งนัก

                แต่สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ก็ใช่ว่าจะง่ายเสมอไป  ในเมื่อเด็กส่วนใหญ่เติบโตมากับสภาพสังคมและชีวิตสมัยใหม่ที่แวดล้อมไปด้วยลักษณะการแข่งขันกันบริโภคและการโฆษณาชักชวนให้เกิดความต้องการที่ถูกกระตุ้นขึ้น (Generated Demand) ซึ่งเป็นเพียงการสร้างภาพของตัวตนด้วยเปลือกภายนอก  กลับทั้งยังไม่สามารถเข้าใจถึงแหล่งที่มาของทรัพยากรซึ่งเป็นต้นทุนทางธรรมชาติทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นน้ำอาบ  ดื่มกิน  หรือการลดลงของพื้นที่ป่าในชนบท  ไม่เคยเห็นว่าในยามหน้าแล้งการขาดน้ำในการใช้อุปโภคบริโภคนั้นเป็นเช่นไร ในเมื่อเปิดก๊อกน้ำทุกครั้งก็มีน้ำไหลให้ใช้สะดวกดาย    หรือการที่จะเชื่อมโยงปัญหาและความเดือดร้อนของผู้คนที่ต้องถูกไล่ที่หมดหนทางทำกินจากการสร้างเขื่อน  เพื่อนำน้ำมาป้อนสังคมเมืองในยามหน้าแล้ง   รวมทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อให้ในเมืองมีไฟสว่างเรืองรองทุกตรอกซอกซอย      ในขณะที่ตนเองนั้นมีเพียงหลอดไฟบ้านละดวง  ซึ่งการที่จะทำให้เด็กๆ ที่เติบโตมาด้วยภาวะปัจจัยเช่นนี้จินตนาการและรู้ซึ้งถึงสาเหตุในการแบ่งปันกันใช้  เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก

                แต่ข้อเสนอที่เป็นไปได้คือเริ่มจากความรู้สึก ผิด ชอบ ชั่ว ดี และการทำความเข้าใจถึงประโยชน์ส่วนรวมของคนหมู่มาก  ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณแบบสังคมตะวันออกที่นับวันจะลดน้อยถอยลงไปทุกที  โดยแทนที่ด้วยความคิดแบบปัจเจกชนนิยมผสมกับลัทธิบริโภคนิยมแบบตะวันตก  ที่ทำให้คนทั้งหลายคิดว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อนก็น่าจะเพียงพอแต่ไม่เคยรู้เลยว่าสาเหตุมาจากการบริโภคโดยไม่สนใจคนรอบข้างของตนเอง  หรือไม่ก็มักโยนความผิดให้กับรัฐหรือเอกชนไป 

                แต่ใช่ว่าข้อความข้างต้นผมจะกล่าวหาสังคมและแนวคิดแบบตะวันตกว่าไม่ดี  เพียงแต่เรารับเอามาไม่ครบถ้วนทั้งกระบวนการเท่านั้นเอง  เพราะในสังคมตะวันตกการบริโภคต่างๆ จะถูกควบคุมด้วยระบบการจัดเก็บค่าตอบแทนในการบริโภคและการรับบริการของแต่ละชนิดด้วยราคาต้นทุนอันแท้จริงซึ่งเป็นการจำกัดการบริโภคไปโดยปริยาย  แต่ในประเทศเรากลับไม่ใช่เช่นนั้น  แต่กลับกลายเป็นสวัสดิการหรือการบริการของรัฐหรือรัฐอุปถัมภ์ไปเสียส่วนใหญ่  โดยการอ้างถึงการจ่ายภาษีแล้วก็ควรจะได้รับการบริการไปทุกๆ อย่าง

                หันกลับมามองที่เยาวชนที่เราคาดหวังไว้กับปัญหานี้เราเริ่มได้จากการฝึกสำนึก ผิด ชอบ ชั่ว ดี ให้เกิดขึ้นก่อนด้วยสังคมของครอบครัวและโรงเรียนเพราะผมเองเห็นว่าในโลกนี้ไม่มีใครที่ไม่อยากเป็นคนดี  แต่บางอย่างที่คนส่วนมากนิยามความดีไว้สูงเสียจนทำได้ยากกระทั่งเด็กบางคนเกิดการต่อต้านและไม่เห็นด้วย

จากนั้นถึงจะมองในเรื่องของการปลูกฝังสำนึกรักและดูแลส่วนรวม  แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากผู้ใหญ่ที่เข้าใจและคอยประคับประคองดูแลและต้องช่วยกันลดค่านิยมของการบีบคั้นให้เด็กเป็นคนเก่ง  ซึ่งบางทีอาจจะมีความเห็นแก่ตัวติดตามมาด้วย  ซึ่งผมคิดว่าคงไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด  อยากเห็นลูกของท่านเป็นคนไม่ดีหรอก  จริงไหมครับ?

เริ่มจากการชักจูงในสิ่งดีที่ทำได้ง่าย  เช่นการไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกราด  การปฏิเสธถุงพลาสติกใส่ของในยามที่เห็นว่าของที่ซื้อไม่จำเป็นต้องใส่ถุงก็ได้  การไม่เปิดน้ำเปิดไฟทิ้งไว้

 

- 3 -

ธรรมชาติ  คำคำนี้ถูกนำมาใช้และอ้างถึงบ่อยมากในนามของสิ่งที่ดีงามตามสายตาของนักสิ่งแวดล้อมและเป็นสิ่งที่ทุกคนพยายามใฝ่หา   ถ้าจะถามว่าธรรมชาติคืออะไรใครตอบได้บ้าง? อาจจะยากไป  แต่ถ้าถามว่าอะไรบ้างที่เป็นธรรมชาติ?   คงจะตอบได้ง่ายกว่า

                หากจะมองโลกกลมๆ ใบนี้ที่มีอายุจากก่อเกิดจนถึงวันนี้ก็ราว 4,600 ล้านปีมาแล้วตั้งแต่มวลสารและบรรดากลุ่มก๊าซต่างๆ พากันหมุนวนและก่อตัวเป็นระบบสุริยะ

                จากเดิมในบรรยากาศของโลกล้วนเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำปกคลุมเต็มชั้นบรรยากาศ  แต่พอโลกเริ่มเย็นตัวลงบรรดาไอน้ำต่างพากันควบแน่นตกลงมาเป็นฝนและไหลรวมลงสู่ที่ต่ำกว่าจนเป็นทะเลและมหาสมุทรในปัจจุบัน

                จากนั้นจึงจะเกิดสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ขึ้นบนโลกที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนก่อเกิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า Homo Sapien  ขึ้นเมื่อราว 4 -5 แสนปีที่ผ่านมานี่เอง  และในช่วงเวลาเพียงแค่ราว 100 ปีที่ผ่านมาบรรดา Homo Sapien  ทั้งหลายนี้ก็ได้ทำให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  จากความคิดพื้นฐานที่เชื่อว่าพวกตนนั้นเป็นสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุดจนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลสภาพธรรมชาติต่างๆ ของโลกให้เหมาะสมกับความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ได้   แต่ในปัจจุบันความเชื่อเหล่านั้นก็ได้รับการพิสูจน์แล้ว  จากสภาพความวิปริตผิดเพี้ยนของฤดูกาลและวิบัติภัยในรูปแบบต่างๆ รวมถึงโรคร้ายที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน   แล้วย้อนกลับมาทำลายชีวิตมนุษย์เอง

                ถ้าหากเปรียบระยะเวลา 4,600 ล้านปีลงเหลือเพียง 365 วันบรรดา Homo Sapien ทั้งหลายก็เพิ่งเกิดขึ้นมาเดินบนโลกแค่เพียง 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา และแค่เวลาเพียง 1 วินาที  มนุษย์ก็ได้ทำให้โลกใบนี้ย่อยยับได้ในชั่วพริบตา

                วันใดคุณได้แหงนหน้าขึ้นมองฟากฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวสุกสกาว  คุณจะรับรู้ได้ทันทีว่าโลกเป็นเพียงเสี้ยวธุลีในอวกาศมหาศาล  ขอให้จำไว้ว่าถ้าหากดาราจักรทางช้างเผือกมีขนาดเทียบเท่ากับโลก  โลกเราจะมีขนาดแค่เพียง 0.2 ไมครอน หรือเล็กเพียงไวรัสเท่านั้นเอง แล้วคุณยังจะคิดเอาชนะธรรมชาติอีกหรือ  มนุษย์โลกทั้งหลาย

                เพราะถ้าหากวันใดสมดุลธรรมชาติที่เสียไปถูกโลกปรับสมดุลใหม่  ใครจะรู้ว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจะมีใครมาคอยเรียกดาวเคราะห์สีน้ำเงินนี้ว่า  โลกมนุษย์อีก

                ธรรมชาติ  คำคำนี้เป็นคำที่มักถูกอ้างถึงบ่อยๆ แต่แท้จริงแล้วยิ่งใหญ่เกินใครจะควบคุมได้  เพราะ ธรรมะ ที่แปลว่าความจริง  กับชาตะ  ที่แปลว่าเกิดนั้นเมื่อรวมความแล้ว truth birth จะหมายถึง ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  นั่นคือ ธรรมชาติ

 

- 4 -

ครับผมเริ่มต้นบทความนี้จากการมองจักรวาล  สู่โลกในอดีตและปัจจุบัน   และแคบลงมาในระดับประเทศ  จนกระทั่งถึงหน่วยที่ย่อยที่สุดของสังคม  คือ  ครอบครัว  เนื่องจากว่าผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ร้อยโยงเกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องราวอันเดียวกันและสิ่งที่จะช่วยให้โลกใบนี้ยังคงสดสวยได้คงต้องเริ่มกันจากผู้ใหญ่ของทุกครอบครัวเข้าใจโดยเริ่มบอกแก่เด็กๆ  ที่บ้านถึงเรื่องราวเหล่านี้  และผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าการเริ่มทำเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นเลยหากเราช่วยกัน

เพราะถ้าเราลองนึกกันดูเล่นๆ ว่าในอีก 20 – 30 ปีข้างหน้าในยามที่คุณแก่ตัวลง   และในวันนั้นลูกๆ ของคุณเติบโตขึ้นมาเรายังจะมีน้ำทะเลใสๆ   ป่าสีเขียวสวย   อากาศดีๆ ไว้ให้หลานของเราที่จะเกิดขึ้นมาก็คงดี ใช่ไหมครับ?  เราจะได้พาหลานของเราไปเล่นน้ำทะเล  เล่นน้ำตก  ดูนก เหมือนกับที่เราเคยได้สัมผัสมาในวัยเด็ก  มันก็คงเป็นอีกช่วงชีวิตที่ดีก่อนที่เราจะลาโลกใบนี้ไป  ใช่ไหมครับ?

หากคุณลองแหงนหน้าขึ้นมองบนฟากฟ้าเบื้องบนยามค่ำคืน  เมื่อได้มีโอกาสออกไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัด  เราจะได้พบกับดวงดาวสุกสกาวเต็มฟากฟ้า  บางคราวถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกขาวพาดผ่านราวฟ้า  ชวนให้เกิดจินตนาการกว้างไกล  เกิดตายในช่วงชีวิตคนเราเป็นเวลาแค่พริบตาในปฏิทินกาลเวลาของจักรวาล  แต่เวลาแค่เพียงชั่วพริบตานั้นคุณเลือกที่จะทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับลูกหลานและพื้นแผ่นดินเดียวกันที่เราอาศัยอยู่ที่ชื่อว่า  โลก …….

……..ใช่ไหมครับ?

 —————————————————————————————————–
ใช่ไหมครับ?

http://ursamajor29.multiply.com/ อันนี้มัลติพลายของพี่นัตตี้ มีรูปทริป และเรื่องราวต้นฉบับอยู่ครับ
http://neemosapien.multiply.com  อันนี้มัลติพลายของพี่อุดนีย์ ที่ไปร่วมทริป มีเรื่องราวและรูปภาพบอกเล่าเรื่องเยอะเลยครับ

เขียนแล้วใน ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged: , , , | 5 Comments »

UK-36 แสงสว่างในความมืด

แสดงความเห็นโดย peenpai บน มีนาคม 14, 2009

เมื่อวันพุธที่ 11 ได้ไปร่วมการอบรมอาสาสมัครคนตาบอด ที่ CamSight
ซึ่งเป็นคล้าย ๆ มูลนิธิเพื่อคนตาบอดในเคมบริดจ์

ในการอบรมนี้ มีการสาธิตวิธีการพูดคุยกับคนตาบอด และผู้พิการทางสายตา คุยยังไง ให้เค้ารู้สึกไม่มีความแตกต่าง
วิธีการนำทางคนตาบอด วิธีการเป็นอาสาสมัครที่ดี
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสนุก ๆ ให้ทำ คือให้จับคู่
เอาผ้าปิดตา คนหนึ่ง แล้วให้อีกคน ที่เป็นคู่ของเรา เดิน เป็นคนนำทาง
ไปอีกที่หนึ่ง เราได้ใส่ผ้าปิดตาก่อน รู้สึกว่า ยากอยู่เหมือนกัน
มีความไม่มั่นใจ ความกลัว ความตื่นเต้น มาผสมปนอยู่ด้วยกัน แต่อย่างน้อย ก็มีความเชื่อมั่นว่า คู่ของเรา
จะบอกทาง นำทาง เราไปได้ในที่สุด

ได้ดูห้องที่มีอุปกรณ์เพื่อคนตาบอดหลากหลาย
ที่นี่ คนตาบอด เหมือนจะสามารถช่วยตัวเองได้เยอะ เพราะมีอุปกรณ์มากมาย
ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตได้อย่างเป็นปกติที่สุด
มีนาฬิกาข้อมือ ส่งเสียงได้ มีที่วัดระดับน้ำ เวลาเทน้ำ ก็ไม่ต้องกลัวจะหก ล้นออกมา เพราะเมื่อน้ำถึงระดับ
ก็จะมีเสียงเตือน

มีของเล่น ไพ่อักษรเบรลล์ เกมเศรษฐีอักษรเบรลล์ก็มีนะครับ

ขากลับ เราผลัดเป็นคนนำทางกลับจากห้องอุปกรณ์มาที่ห้องโถงในโบสถ์ ที่ใช้เป็นที่อบรม
กลับมาถึง มีเกมให้เล่นกันอีก คราวนี้ เป็นกิจกรรมที่คนตาบอด และผู้พิการทางสายตาเค้าต้องทำในชีวิตประจำวัน
เช่น แยกถุงเท้า (จัดให้เป็นคู่), เทน้ำให้ได้ระดับ, ใส่แว่นสายตาพร่ามัว แล้วลองหาชื่อจากสมุดโทรศัพท์และมองหาวันหมดอายุของอาหาร, แยกเหรียญ

รู้สึกว่ายากมากเลย…ถึงแม้จะสามารถมองเห็นได้ อย่างคนสายตาพร่า การดำรงชีวิตให้เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ก็ยากขึ้นโขเลย
ลองคิดดู ขนาดเป็นตากุ้งยิงนิดหน่อย มีขี้ตาติดตอนตื่นนอน ยังรำคาญ และมองไม่ชัด…
ถ้าสายตาพร่า หรือตาบอดไป จะรู้สึกขนาดไหน

หลังจากจบการอบรมมีการแจกประกาศนียบัตร และมีขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ พร้อมเครื่องดื่ม ให้กินและให้อาสาสมัครได้พูดคุยกัน
เราได้คุยไม่มาก เพราะใช้เวลากับแต่ละคนค่อนข้างนาน (น่าสนใจทั้งนั้นเลย คุยแป๊บเดียวเสียดายแย่)
มีคนนึง เค้าเคยเรียนหมอ แต่เรียนไปเรียนมา ถึงปีสาม แล้วก็รู้สึกว่า มันไม่ใช่ อยากเป็นอาสาสมัคร เลยดรอปออกมาเลย
มาเป็นอาสาสมัครที่ CamSight นี่แหละ
อีกคนก็เป็นคนชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน เค้าถามเราว่าหนังสือเล่มสุดท้ายที่อ่านจบคืออะไร เราบอกว่า
The Kite Runner เค้าก็ เหมือนจูนเครื่องติด เล่าความประทับใจของเค้าต่อหนังสือเล่มนี้ให้ฟังใหญ่
บางที เราก็ประทับใจกันคนละตอน แต่ก็เห็นด้วยกับเหตุผลที่เค้ายกมา ว่าทำไมถึงประทับใจ

คนอาสา คงจะเหมือนกันทั่วโลก ดีใจ ที่ได้เจอผู้คนใหม่ ๆ
ยิ้มแย้มแจ่มใส มีไมตรี และมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์

เราเอง อาจจะเรียกว่าคนอาสาก็ละอายอยู่ เพราะตอนอยู่เมืองไทย ไม่ค่อยได้ไปทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์นัก
ต่อไปนี้ จะพยายามทำงานอาสาให้มากขึ้น…

To be continued…

เขียนแล้วใน สหราชอาณาจักร 2552, ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged: , , | 1 ความคิดเห็น »

UK-30 ส่งความรักวาเลนไทน์

แสดงความเห็นโดย peenpai บน กุมภาพันธ์ 15, 2009

วันนี้ (ตามเวลาอังกฤษ) ยังเป็นวันวาเลนไทน์อยู่

และอยากจะขอส่งความรักให้ทุก ๆ คนเลยครับ (เน่าไหม)

แต่อยากจะบอกว่า อยากให้รักกันทุก ๆ วัน ไม่ต้องเฉพาะแต่ในวันวาเลนไทน์ก็ได้นะ

to be continued…

เขียนแล้วใน ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged: , | 2 Comments »