เช้าวันใหม่ ออกจากโรงแรม ยามเช้า
ขึ้นรถใต้ดิน จาก สถานีใกล้โรงแรมไปที่ Gare de Lyon
เพื่อนั่งรถไฟ TGV จากปารีส ไปเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ครับ

สะพานข้ามแม่น้ำก่อนที่จะถึง Gare de Lyon
ปารีสยามเช้าครับ
นั่งรถไฟ ทีจีวี จากปารีส Gare de Lyon ไป Geneva นี่ใช้เวลา ประมาณสามสี่ัชั่วโมง
ทิวทัศน์ระหว่างทาง ช่วงใกล้เข้าเขตประเทศสวิสเซอร์แลนด์ก็ชวนมองมาก
พอเข้าสู่ภาคพื้นยุโรป คือส่วนที่เป็น Continental คือแผ่นดินใหญ่ ประเทศที่อยู่ในสหภาพยุโรป หรือ อียู ก็จะไม่มีการตรวจพาสปอร์ตอะไรกันอีก
เหมือนไปต่างจังหวัด ที่เจนีวา ก็ใช้ภาษาฝรั่งเศสกันด้วย เลยไม่ค่อยรู้สึกแปลกแตกต่างจากปารีสที่เพิ่งจากมา ในเรื่องของภาษา
แต่ในเรื่องของการจัดระเบียบ สภาพความเป็นอยู่ เจนีวา ดีกว่าแน่นอนครับ
มาถึงก็เอาของเข้าที่พัก เป็น Hostel ซึ่งก็นั่งรถรางจากสถานีรถไฟ ไปประมาณสองป้าย
เป็นโฮสเทลที่ดีที่สุดเท่าที่เคยอยู่มาเลย สะอาดมากครับ
พอดีว่าสมุดที่จดบันทึกการเดินทางไม่ได้อยู่กับตัวตอนนี้ ไว้จะมาอัพเดทชื่อโฮสเทล หรืออยากรู้ก็หลังไมค์มาได้ครับ
วางกระเป๋าเสร็จก็รีบไป สำนักงานสหประชาชาติ กรุงเจนีวา เนื่องจากอ่านมาจากคู่มือท่องเที่ยวของ Lonely Planet ว่า เปิดให้คนนอกเข้าไปเยี่ยมชมได้ ราคานักเรียน ไม่แพงนัก ถ้าจำไม่ผิดอยู่ที่ไม่เกินสิบฟรังก์ โดย 1 ฟรังก์สวิส อยู่ที่ประมาณ 35 บาท

ย่านที่อยู่อาศัยในเมืองเจนีวาครับ
เมืองเจนีวานี่เป็นเมืองนานาชาติ เนื่องจากมีองค์การระหว่างประเทศตั้งอยู่มากมาย มีผู้คนจากเป็นร้อยประเทศ เข้ามาอยู่ที่นี่
รถราง ซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนหลัก ขึ้นฟรีครับ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก

นี่คือสภาพภายในรถราง ในเจนีวาครับ จะเห็นว่ามีจอ บอกสถานีต่อไป นอกจากนั้นยังบอก Connections คือเป็นการบอกว่า พอรถหยุดที่สถานีนั้นแล้ว จะมีรถสายไหน ไปต่อที่ไหน ออกเวลาเท่าไหร่ จากจอเลย เรียกว่า ความเป๊ะนี้ สุโค่ยครับ!

ประตูที่ไม่เปิดให้คนนอกเข้า ของสำนักงานสหประชาชาติ ที่กรุงเจนีวา
จริงๆ แล้ว สำนักงานสหประชาชาตินี้ก็มีอยู่หลายประเทศ ใหญ่ที่สุดก็ที่นิวยอร์ค แล้วก็มีที่เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา
ที่ไทยของเราก็มี ซึ่งแต่ละที่ ก็จะดูแลงานแตกต่างกันออกไป องค์การที่อยู่ภายใต้ UN ก็มีมากมาย เช่น WHO, UN Security Council และอื่นๆ โดยในเจนีวา ก็จะดูเรื่องที่เกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชน รวมถึง WHO ถ้าจำไม่ผิดก็มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เจนีวาเช่นกัน (แต่อันนี้ข้อมูลไม่ยืนยันนะครับ)
เดินอ้อมไปเข้าอีกประตู ซึ่งก็จะผ่านการตรวจค้นอาวุธ ตามระเบียบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่นี่ ใจดีกว่าเจ้าหน้าที่สนามบินของอังกฤษอีก
ถ่ายรูปทำบัตรชั่วคราว แล้วก็เดินเข้าไปตามทาง เพื่อรอเรียก สำหรับการเข้าชมก็จะมีผู้บรรยาย หลายภาษา


ห้องประชุมแรกที่เข้าไปครับ
ในสำนักงาน UN นี้ก็จะมีห้องประชุมหลายห้องด้วยกัน เล็กใหญ่ต่างกันไป
องค์การต่างๆ ที่ต้องการใช้ห้องไหน ก็สุดแล้วแต่ ความเล็กใหญ่และจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมขององค์การนั้นๆ

ทางเดินภายใน ใกล้ๆ ห้องประชุมใหญ่ ซึ่งโอ่อ่าแต่ก็เรียบง่าย
สำนักงาน UN ที่เจนีวานี้ เคยเป็น สำนักงานใหญ่ของ League of Nations มาก่อน
ขออนุญาตเล่าคร่าวๆ ถึงความเป็นมาของ League of Nations และ United Nations นะครับ
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงที่การลงนามที่แวร์ซาย ก็ได้มีการตกลงที่จะตั้ง League of Nations เป็นองค์การระหว่างประเทศ เพื่อความร่วมมือกันของประเทศต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้เกิดสงครามขึ้นอีก แต่ด้วยความที่ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเหมือนโต้โผใหญ่ แต่กลับไม่เข้าเป็นสมาชิกด้วย League of Nations จึงถูกลดความสำคัญลงไป และไม่สามารถยับยั้งการเกิดสงครามโลกครั้งที่สองได้ ต่อมาก็สลายไป
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง คราวนี้ ก็มีการตั้ง United Nations ขึ้น โดยที่สหรัฐอเมริกา และประเทศมหาอำนาจต่างๆ ก็เข้าร่วมด้วย
แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ แต่ก็ถือว่า ผ่านการทดสอบของกาลเวลา และอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้

นี่ก็คือ ห้องประชุมใหญ่ ของสำนักงานสหประชาชาติที่ เจนีวา ครับ
ด้านบนขวา จะเห็นเป็นระเบียงมีที่นั่ง ปิดกระจก นั่นเป็นที่นั่งของล่ามภาษาต่างๆ ซึ่งสหประชาชาติเองมีภาษาราชการที่ใช้กันอยู่หกภาษา คือ
อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สเปน และอาหรับครับ
จากสำนักงานสหประชาชาติ ก็มาเดินท่องเที่ยวเล่นในเมือง เจนีวากันครับ
ที่เห็นเป็นน้ำพุ คือ Jet d’eau ซึ่งเป็นน้ำพุริมทะเลสาบเจนีวา ว่ากันว่าน้ำพุนี้ เป็นตัวปรับแรงดันน้ำในเมืองเจนีวา
เป็นความประทับใจของเรามาก ที่แหล่งน้ำทุกที่ ในเมือง ในสวิสเซอร์แลนด์นั้น ใส สะอาดสุดๆ
ไม่ว่าจะอยู่ในตรอก ลึก หลืบมุมไหน ก็ยังใส ที่พูดได้ก็เพราะเราพยายามจับผิด ตลอดการเดินทาง แต่อนิจจา ไม่สามารถจับผิดความสะอาดของสวิสเซอร์แลนด์ได้เลย แม้จะมีเศษนู่นนี่บ้างเล็กน้อย ถือได้ว่า 96-97% สะอาดจริงๆ ครับ
นาฬิกาดอกไม้ สร้างมาหลายสิบปี แต่ก็ยังเดินดี และได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีมาตลอด

อาทิตย์อัสดง ตรงทะเลสาบ เจนีวา
เจนีวา มีร้านนาฬิกาค่อนข้างเยอะ แม้ว่าตอนที่เราเดินไปในเมือง ร้านรวงจะปิดกันไปแล้ว แต่ก็ยังตื่นตาตื่นใจกับตู้โชว์นาฬิกาที่อยู่ตามร้านต่างๆ
ชาวสวิส เป็นคนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากๆ น่าเอาเป็นตัวอย่าง
เทคโนโลยี ที่ชาวสวิสใช้ เป็นไป เพื่อให้คน “อยู่ร่วม” กับสิ่งแวดล้อมได้ อย่าง “มีความสุข”
ขอสปอยล์เลยว่า แม้เมืองอื่นใดจะสวยงาม และมีเสน่ห์ แต่สำหรับเราแล้ว เท่าที่เคยไปมาทั้งหมด (ไม่นับประเทศไทย เพราะประเทศไทย คือ “บ้าน”)
เรา “ประทับใจ” เจนีวา และขอยกให้เป็นเมืองอันดับหนึ่ง ในทุกๆ ด้าน (ยกเว้นค่าครองชีพ)
แล้วมาติดตามเสน่ห์ และความหลงใหล ของเรา กับสวิสเซอร์แลนด์ได้ ในตอนต่อไปครับ
โปรดติดตาม ^ ^







