ปีนป่าย

ปีนจากกะลา สู่โลกกว้างที่ ท้าทาย

ประวัติเอกสารสำหรับ สิงหาคม, 2009

พ่อครับ…

แสดงความเห็นโดย peenpai บน สิงหาคม 28, 2009

พ่อครับ…

นึกไม่ถึงว่าวันนี้ จะมาเร็วกว่าที่คิดไว้มาก
วันที่ต้องเขียนถ้อยคำเช่นนี้

            ภาพสิ่งที่เคยทำร่วมกัน ที่ผ่านมาในชีวิต สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามา เป็นภาพสีบ้าง ภาพขาว-ดำบ้าง
ภาพสีคงเป็นความทรงจำที่ใหม่ ส่วนภาพขาว-ดำ คงเป็นความทรงจำที่ผ่านช่วงเวลามาหลายปีแล้ว
แม้จะจางเลือนไปบ้าง แต่มั่นใจว่า มันยังไม่ลบเลือนไปไหน

ตอนค่ำ ๆ วันหนึ่ง สิบกว่าปีมาแล้ว
พ่อนอนอ่านหนังสือพิมพ์ อยู่บนฟูกที่วางบนพื้น ป่ายขึ้นไปนอนซ้อนบนหลัง พูดคุยเรื่องข่าวสารบ้านเมือง
จำได้ว่า ตอนนั้น ยังอ่านการ์ตูนที่มากับหนังสือพิมพ์ไม่รู้เรื่อง
พ่อสอนให้… พ่อยังจำได้หรือเปล่า

ค่ำ ๆ ของอีกวันหนึ่ง
ครอบครัวของเรา นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ที่บ้านพัก (แฟลต) ใน กรมยุทธศึกษาทหารบก ขนมปังปี๊บวางอยู่
เราช่วยกันนำขนมปังปี๊บเหล่านั้นใส่ถุงย่อย ๆ เตรียมไปขาย

บางวันกลับดึก สามทุ่ม สี่ทุ่ม เพราะต้องไปส่งขนม เอาเงินมาจุนเจือ เลี้ยงดูครอบครัว
ให้แม่ และป่าย ได้อยู่อย่างสบาย
พ่อยังจำได้หรือเปล่า…

วันที่ต้องขายรถฟอร์ดสีดำ ที่เพิ่งซื้อมาได้ไม่นาน แต่ด้วยราคาที่แพง และเงินที่จะนำมาผ่อน ไม่เพียงพอ เพราะเศรษฐกิจตกต่ำ เราต้องเปลี่ยนมานั่งรถปิ๊กอัพ สีเขียว กัน แม้ว่ามันจะไม่สบายนัก แต่พ่อก็ได้ใช้รถคันนั้น ขับไปทำงาน ไปส่งขนม ตามสหกรณ์ ร้าน โรงพยาบาลต่าง ๆ หลายที่ ป่าย ไม่ค่อยได้ช่วยอะไรมาก ได้แต่นั่งหลับไปในที่นั่งแคบ ๆ แต่อบอุ่นในรถคันเดียวกัน

เช้าตรู่บางวัน ต้องตื่นแต่เช้า ไปรับข้าวแต๋น ที่ส่งมา จากลำปาง
เอาไปขาย ตามที่ต่าง ๆ เพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว

เมื่อก่อน ป่ายเคยคิดว่า ทำไมชีวิตต้องลำบากขนาดนี้
เมื่อเวลาผ่านไปจึงได้รู้ว่า ประสบการณ์ชีวิตเหล่านั้น สอนอะไร หลาย ๆ อย่างไว้มาก

สอนให้รู้ว่า คนเรามีหลายแบบ บางคนมองแต่ที่หน้าตา ฐานะ แค่เปลี่ยนรถจากเก๋งเป็นปิคอัพ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป บางคนคบกัน เพื่อหวังผลตอบแทน

สอนให้รู้ว่า เงินหายากมาก แม้จะส่งขนมหลายที่ แต่ต้นทุน ก็ไม่ใช่ถูก ๆ และด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป ตามแต่ละสถานที่ที่ไปส่ง เงินที่ได้จากแต่ละที่ ก็ใช่ว่าจะมากมายอะไร อาศัยว่า ตระเวนส่งทั่วไป เงินที่มารวมกัน จึงพอจะช่วยได้บ้าง

สอนให้รู้ว่า การจะทำอะไรให้สำเร็จ ต้องใช้ความอดทน และความพยายามเป็นที่ตั้ง พ่อเคยบ่นเคยว่า ว่าป่ายไม่เอาไหน เป็นคนไม่มีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรให้สำเร็จ ป่ายเก็บเอาสิ่งที่พ่อพูด เป็นแรงผลักดัน จนวันนี้ ป่ายหวังว่าคงทำให้พ่อภูมิใจได้บ้าง

พ่อแทบไม่เคยชมป่ายเลย ว่า ดี หรือเก่ง เพราะพ่อรู้ดีว่า ถ้าพูดไปแบบนั้น คนเรา จะไม่เกิดการพัฒนา…

ตอนป่ายอยู่ ป.๔ พ่อไปปฏิบัติภารกิจที่ติมอร์ตะวันออก ไม่อยากให้ไปเลย รู้สึกว่ามันอันตราย
แต่พ่อก็ได้ให้ความมั่นใจว่า จะกลับมาอย่างปลอดภัย
เบี้ยเลี้ยงที่ได้จากการไปปฏิบัติภารกิจครั้งนั้น พ่อนำมาใส่หลังคาให้รถปิ๊กอัพ ไม่ต้องใช้ผ้าพลาสติกคลุมลังปลากรอบจากหนองมนเหมือนเมื่อก่อน

จากนั้น พ่อได้สอบไปเป็น ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบกไทย ประจำกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
พ่อยังเคยพูดให้ฟังเลยว่า “เป็นแค่ลูกชาวสวน แต่ได้ถึงขนาดนี้ ก็พอใจแล้ว…”

ช่วงเวลาที่อยู่อินโดนีเซีย เป็นช่วงเวลาที่สุขสบายที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต พ่อบอกเสมอว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนภาพลวงตา อย่าลืมตัว สิ่งเหล่านี้เหมือนหัวโขน ที่วันหนึ่ง เราก็ต้องถอดออก  

ด้วยนิสัยขี้เกรงใจของพ่อทำให้พ่อชอบทำอะไรเองแทบทุกอย่าง แม้จะมีแม่บ้าน มีคนขับรถ แต่พ่อก็ยังชอบทำอะไรด้วยตัวเองอยู่เสมอ และสอนให้เราแม่ลูก รู้จักพึ่งตนเองเป็นหลักเช่นกัน

และชีวิตที่อินโดนีเซีย ก็คือความทรงจำร่วมกันที่ดีที่สุด ของเราสามคน พ่อ-แม่-ลูก

“ติว ตี๊ดิว ตี่ติว ตี๊ติว…” ทำนองเพลงค้างคาวกินกล้วยที่พ่อร้องให้ฟังเวลานอนไม่หลับ… ยังดังก้องอยู่…

แผ่นกระดาษที่มีการเทียบตัวอักษร ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย เช่น B คือ บ.ใบไม้
เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเรียนภาษาอังกฤษ ของป่าย ยังติดตาอยู่เสมอ

พ่อเป็นคนชอบคิดอะไรไม่เหมือนคนทั่วไป ชอบวางแผน เป็นคนมองการณ์ไกล และสิ่งหนึ่งที่พ่อได้วางแนวทางไว้ ก็คืออนาคตของป่าย
พ่อชอบขับรถ พาแม่กับป่ายไปเที่ยว ตามที่ต่างๆ  อยู่เสมอ พ่อบอกว่า การเรียนรู้ที่ดีคือการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็น การแสดง Light and Sound เรื่องยุทธหัตถี ที่สุพรรณบุรี การไปนอนดูฝนดาวตกที่นครนายก  นอนดูดาวที่ท้องฟ้าจำลอง การนั่งรถไฟในอินโดนีเซีย ไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ที่หมู่ภูเขาไฟ โบรโม

 

เหล่านี้ คือสิ่งที่พ่อสร้างและเสริมให้ ด.ช.จุลฉัตร เติบโต เป็นนายจุลฉัตร ได้ในวันนี้

วันที่ ๑๐ สิงหาคม ป่ายตื่นมาตามปกติ

รู้สึกแปลกใจมากที่มีคนโทรมาถามเบอร์โทรศัพท์แม่หลายครั้ง
รู้สึกเฉลียวใจ รีบโทรหาพ่อ

ใครจะไปนึกเล่า ว่าคนที่รับสาย จะพูดออกมาว่า “พันเอกมนัส ท่านเสียชีวิตแล้วครับ” แทบไม่มีเวลาให้ทำใจก่อนเลย

เมื่อได้ยินแล้ว รู้สึกเหมือนใจหล่นวูบ มือ เท้า สั่นเทาไปหมด
ไม่กล้าทำอะไรต่อ คิดว่า นี่ต้องเป็นฝันแน่ ๆ อีกไม่นานต้องตื่นจากฝัน และเมื่อโทรศัพท์ไป พ่อต้องตอบกลับมาด้วยเสียงแจ่มใสว่า“เฮ้ยว่าไง”…

อยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฝันร้าย

แต่ฝันร้ายคราวนี้ กลับกลายเป็นจริงขึ้นมา…

 

แม้ว่าในวันนี้ป่ายจะยังไม่สามารถทำใจได้ทั้งหมด
ถึงแม้ว่า ในวันนี้ ป่ายจะรู้สึกไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจกับอะไรหลาย ๆ อย่าง

แต่ป่ายก็ขอให้พ่อเชื่อใจเถอะว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ จะทำให้ป่ายเป็นคนที่แกร่งขึ้น และป่ายจะพยายาม…

จะพยายามเรียนรู้ เพิ่มประสบการณ์ต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เพื่อดูแลแม่ ผู้เป็นที่รักของพ่อและป่าย  

…ให้สมกับที่เป็น ลูก

เป็นลูก ของ พันเอก มนัส กาญจนโอฬารศิริ…
ผู้เป็นพ่อ ที่ดีที่สุดเสมอ ตลอดมา และตลอดไป…

“ขอให้พ่อมีความสุขและอารมณ์ดี เช่นที่เคยเป็น เสมอมา”

 

ปีนป่าย…

เขียนแล้วใน ปีนป่าย around the clock | Tagged: , | 9 Comments »

สนุกกับชู้

แสดงความเห็นโดย peenpai บน สิงหาคม 8, 2009

วันนี้ไปดูคนเขามีชู้กัน!

ในโรงหนังครับ
วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์นี้ ที่พารากอนซีนีเพล็กซ์ เขามีการจัดฉายหนังไทยเก่า  ที่ใช้ภาคใต้เป็นสถานที่ถ่ายทำ
ชื่อเทศกาลน่ารักว่า “แลหนัง ล่องใต้”
ในวันนี้ เรากับเพื่อนเดินเลียบ ๆ เคียง ๆ อยู่ที่เคาน์เตอร์ ว่าจะดูหนังเรื่องอะไรดี
ในที่สุด ก็ เลือกไม่ได้…

ลองถามพี่ที่เคาน์เตอร์ ว่าถ้าจะดูเรื่องนึง ในสามเรื่อง ที่ฉายในตอนเที่ยงถึงบ่าย ๆ มีอะไรน่าดู พี่เค้าบอก “พี่เลือกชู้ ค่ะ”
เอ้า ชู้ ก็ ชู้…

ตอนก่อนดู เราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะหนังก็เก่าแล้ว (ปี ๒๕๑๕ แน่ะ) และเนื้อเรื่อง เมื่อฟังจากชื่อเรื่องแล้ว ก็คงไม่มีอะไรมาก
แต่หลังจากดูจบ ต้องขอบอกว่า เป็นหนังไทยที่ดีมากเรื่องหนึ่งในทีเดียว
ตัวแสดงหลัก มีแค่ สาม สี่คน แต่ก็มีการดำเนินเรื่องที่หักมุม และสนุก ชวนติดตามตลอด
เรียกว่า “เนื้อแน่น” เลยก็ว่าได้

การแสดงของนักแสดงก็เป็นไปอย่างรื่นไหล
จนต้องคิดทบทวนหลายรอบว่านี่คือหนังปี ๒๕๑๕ สร้างและฉาย ตั้งแต่ก่อนเราเกิดเป็นสิบกว่าปี

หนังไทยปัจจุบันก็น่าจะเอาเรื่องนี้ไว้ศึกษา ทั้งในเรื่องของความ “อิน” ในบท ของนักแสดง
และเนื้อเรื่องที่แน่น อย่างหนังเรื่องนี้
ในความคิดของเรา หนังไทยในปัจจุบันบางเรื่อง ภาพสวย นักแสดงใส เสียงประกอบ เอฟเฟกต์เพียบ แต่ขาดความพร้อมทั้งในส่วนของเนื้อหา และนักแสดง

ทำให้หนังไทยเก่า ๆ เรื่องนี้ ชนะหนังไทยใหม่ ๆ บางเรื่องได้อย่างขาดลอย ในความคิดของเรา

ขอชื่นชมชู้ ครับ…
reply33191_coo1

ติดตามตอนต่อไปครับ…

เขียนแล้วใน ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged: , | 2 Comments »

อีสาน…คลาสสิค!

แสดงความเห็นโดย peenpai บน สิงหาคม 6, 2009

เมื่อวานนี้ (๕ สิงหาคม ๒๕๕๒) ได้มีโอกาสไปฟังอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ มาพูดคุยให้ฟัง ในหัวข้อที่ชื่อ “วิถีไทยในอีสาน”
งานนี้ เรารู้มาจากพี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน ที่มีแนวคิดจะสัมภาษณ์อาจารย์ตามหัวข้อที่แบ่ง ๆ ไว้ แต่เห็นว่าสัมภาษณ์กันสองคนก็คงไม่สนุกเท่ากับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการซักถามจากนักเรียน(โข่ง) คนอื่น ๆ ด้วย

จริง ๆ แล้ว กิจกรรมนี้จัดมาหลายครั้งแล้วครับ แต่เราเพิ่งจะมีโอกาสได้ไปร่วม เมื่อวานนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งที่ ๔ ครั้งนี้ ก็อย่างหัวข้อ เป็นตอน “วิถีไทยในอีสาน”
อาจารย์ยงยุทธ ท่านเป็นอาจารย์สอนในคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย หลังจากที่ได้ฟังท่านแล้ว ต้องขอชื่นชมท่านว่าเป็นตนที่รู้ลึก ชนิดที่ว่า รู้ถึงต้นกำเนิด และสอนให้พวกเราได้รู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง มีสาเหคุ มีที่มาที่ไป ของมันทั้งสิ้น

การพูดคุยกันเริ่มตั้งแต่เรื่องของแผ่นดินอีสาน อาจารย์เล่าว่า เป็นแผ่นดินที่เก่าแก่ที่สุดของสยามประเทศ เมื่อก่อน อีสานก็เป็นทะเลตื้น ๆ เหมือนอ่าวไทย เมื่อแผ่นดิน (tectonic plate) ที่ชื่อว่า ฉานไทย ชนกับยูเรเซีย อีสานจึงกลายเป็นทะเลปิด ซึ่งก็ทำให้น้ำทะเลตกตะกอน ระเหยไปเรื่อย ๆ จนเมื่ออนุทวีปอินเดียชนกับยูเรเซียอย่างแรง ทะเลปิดที่ว่านี้ ยกตัวขึ้น กลายเป็นดินแดนที่ราบสูงอันเก่าแก่ของไทย
อาจารย์เชื่อว่า อีสานนี้ มีอายุมากกว่า ๔๐๐ ล้านปีมาแล้ว

ด้วยความที่อีสาน เคยเป็นทะเลมาก่อน เกลือจึงเยอะ และนำมาทำเป็นเกลือสินเธาวุ์ได้ แต่เกลืออีสานนี้ ก็แตกต่างจากเกลือสมุทร ตรงที่ไม่มีไอโอดีน และมีแร่ธาคุไม่เยอะเท่าเกลือสมุทร สาเหตุเป็นเพราะการตกตะกอนของแร่ธาตุในทะเลปิดอีสาน ที่ตกตะกอนเป็นชั้น ๆ ชั้นหนึ่ง ๆ แร่ธาตุก็จะมีอยู่ชนิดเดียว เกลือสินเธาวุ์หนึ่งเม็ด จึงมีแร่ธาตุและสรรพคุณไม่เหมือนเกลือสมุทรที่ได้จากน้ำทะเลทางภาคอื่น ๆ ของไทย

อาจารย์ให้ความรู้ในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ของอีสานว่าอีสานเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เพราะเกิดจากการตกตะกอนของน้ำทะเล หลายร้อยล้านปีก่อน และตามความเห็นของอาจารย์ การสร้างเขื่อนในอีสาน เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะเขื่อนจะทำให้น้ำที่เก็บไว้ (เยอะนะ) ซึมลงชั้นหิน ลงไปจนถึงชั้นเกลือ น้ำมันไปไหนไม่ได้ในแนวดิ่ง ก็ไหลแนวราบ ละลายเกลือ ที่อยู่ใต้ดิน ทำให้แผ่นดินอีสาน เกิดปัญหาดินเค็ม… นี่อาจจะเป็นต้นตอของปัญหา ว่าทำไมอีสานจึงแห้งแล้ง ในสายตา ของคนทั่วไป…

เกร็ดความรู้เรื่องข้าว เป็นสิ่งที่เราสนใจและชอบมาก
ข้าวในสมัยก่อน ที่มีการดำนา เค้าจะปักดำทีละ ๓ ต้น (ต้นกล้า) แต่ละต้นแตกกอออกมา ๑๕ กอ เพราะฉะนั้น ในแต่ละจุดที่ปักดำลงไป จะมีข้าวถึง ๔๕ กอ นี่ทำให้เวลาต้นข้าวโตขึ้นเรื่อย ๆ มันจะบังแดด แสงแดดส่องมาไม่ถึงพื้น หญ้า ที่เป็นวัชพืชของข้าว จึงเจริญไม่ได้ ตายหมด ไม่ต้องใช้ยาปราบวัชพืช ในปัจจุบัน เป็นนาหว่าน ช่องว่างให้แสงแดดส่องถึง ก็จะทำให้วัชพืชใต้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี ทำให้ต้องใช้ยาปราบวัชพืชที่เป็นสารเคมีมากขึ้น
ปุ๋ย ในสมัยก่อนก็ไม่ต้องใช้ เพราะใช้วัวควายไถนา เวลามันไถนา มันจะถ่ายออกมาด้วย เป็นปุ๋ยคอกชั้นดี

เราเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำพูดของอาจารย์ที่ว่า ในปัจจุบันนี้ เราพยายามปรับธรรมชาติให้เข้ากับตัวเรา ในขณะที่คนไทยสมัยก่อน พยายามปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ คนไทยสมัยก่อน ซึ่งเป็นนักสังเกต ได้สั่งสมภูมิปัญญาไทยไว้มากมาย คนไทยในปัจจุบันกลับเอาอย่างแนวความคิดต่างชาติ ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศที่แตกต่างจากบ้านเรามาก

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความรู้ที่ได้ คราวหน้า จะมีขึ้นในวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๒ ที่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ใกล้ ๆ พี่ก้อง ทรงกลด คงจะแจ้งรายละเอียดในเรื่องสถานที่และเวลาให้ทราบอีกทีหนึ่งครับ

www.lonelytrees.net คือเว็บไซต์ของพี่ก้อง สามารถเข้าไปติดตาม ข่าวสาร และเรื่องราวดีดีเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ที่นี่ครับ

วันนี้เรื่องราวมากมาย ยาวเหลือเกิน ขอบคุณที่อ่านมาจนจบ

แล้วติดตามตอนต่อไปนะครับ…

เขียนแล้วใน ปีนป่าย around the clock | Tagged: , , | 1 ความคิดเห็น »