ปีนป่าย

ปีนจากกะลา สู่โลกกว้างที่ ท้าทาย

ประวัติเอกสารสำหรับ เมษายน, 2009

UK-43 อีสเตอร์นั้น สำคัญไฉน

แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 21, 2009

เรียกว่า ละเลยหน้าที่ในการอัพบล็อกไปหลายวัน

จริง ๆ เลยวันอีสเตอร์ไปแล้ว แต่ก็ นะ
คงไม่เป็นไรที่จะเข้ามาโพสต์เรื่องราวของวันอีสเตอร์ให้ได้รับรู้กัน
อันที่จริงแล้ว เราก็ไม่รู้หรอก ทีแรก ว่าเป็นวันอะไร รู้ว่าเป็นวันหยุด ก็พอใจแล้ว (เชื่อว่า คงมีหลาย ๆ คนที่เป็นแบบนี้เวลามาอยู่ในที่ที่ไม่ใช่บ้านเรา แต่วันหยุดในประเทศเรา ต้องรู้นะครับ ^ ^ )

เราไปเปิดวิกิพีเดียมา ได้ความว่า วันอีสเตอร์ ก็คือ วันที่ พระเยซูทรงฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากถูกตรึงไม้กางเขน

นี่แหละ ความสำคัญของวันอีสเตอร์ครับ ไม่ได้มาโพสต์ตอนแรก ๆ ด้วยข้ออ้างไม่ดีไม่ดี ว่า เวลาเปิดเน็ตทีไร ก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่น ข้าน้อยขออภัยด้วย…

ต้องถือโอกาส สวัสดีปีใหม่ไทย ด้วยเลยครับ

มีความสุขกันถ้วนหน้า และขอให้บรรยากาศการเมืองในประเทศเย็น ๆ ลงบ้างครับ

วันนี้ที่นี่อากาศดีมากเลย มีแดด แล้วก็อากาศอุ่นๆ  กำลังดี ยี่สิบองศา

to be continued…

เขียนแล้วใน สหราชอาณาจักร 2552 | Tagged: | 7 Comments »

UK-42 นี่หรืออุดมการณ์ประชาธิปไตย

แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 13, 2009

จากการกระทำที่เห็นในข่าววันนี้

ขอประนามการกระทำ นอกกฏหมาย ไม่เว้น สีไหนทั้งสิ้น

สมควรแล้วหรือ ที่อ้างว่าพวกคุณคือตัวแทนของคนทั้งประเทศ ทำเพื่อประชาธิปไตย

ประชาธิปไตย อยู่บนพื้นฐานของคนส่วนมาก ตัดสินใจด้วยหลักเหตุผล และไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน
แล้วที่กำลังเกิดขึ้น คืออะไร…
1
รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ถูกกล่าวหาว่า เข้ามา ไม่ตามระบบประชาธิปไตย อยากให้ลองมาดูกันใหม่
ในตอนนั้น มีการเลือกตั้ง เนื่องจากระบบการเลือกตั้งของไทยเป็นแบบสัดส่วน รัฐบาล ก็เป็นไปได้มากว่าจะมีหลายพรรคร่วมรัฐบาล
ในเมื่อหลายๆ พรรค ยินดีจะร่วมกับพรรคพลังประชาชน พรรคพลังประชาชนจึงเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลไป และพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นพรรคฝ่ายค้าน
ต่อมา เมื่อคุณสมัคร ถูกศาลพิพากษา คุณสมชาย เข้ามาแทน และเมื่อถูกพิพากษาอีกครั้ง
มีการลงคะแนนเสียงในรัฐสภา และเสียงส่วนใหญ่ ให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่เราเลือกให้ ส.ส. ตัดสินใจแทนเรา บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวม

ดังนั้น ความเห็นของเรา คือ รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เข้ามาตามระบอบประชาธิปไตย ถูกต้องทุกอย่าง

2

ไม่ชอบรัฐบาล ไปประท้วง ปิดถนน เผาบ้านเมือง ให้วอดวายกันไปข้างนึงเลยดีกว่า…
เราไม่เห็นด้วยกับความคิดแบบนี้ ไม่ว่าจะฝ่ายไหน ก็ทำให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนส่วนมากทั้งนั้น
อันนี้ แม่เราเคยยกตัวอย่างให้ฟังว่า
นายกรัฐมนตรีแต่ละคน ย่อมมีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ
ถ้าหากว่า เราไม่ชอบนายกคนไหน แล้วก็ออกมาประท้วง เผาสถานที่ราชการ ทำลายข้าวของเช่นนี้
อีกหน่อย เราเสนอว่า คงต้องตั้งงบประมาณ “สร้างและทำนุบำรุงสถานที่ราชการใหม่” ทุกสมัยที่เปลี่ยนรัฐบาลไป
สมควรหรือ?

3

การกระทำของกลุ่มเสื้อแดงในหลายวันที่ผ่านมานี้ แน่ใจหรือว่าทำเพื่อชาติ และแน่ใจหรือว่าเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ
การก่อกวนการประชุมสุดยอด อาเซียนซัมมิท ทำให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องเดือดร้อน
ตั้งแต่ผู้นำประเทศอื่น ๆ เสียค่าเครื่องบิน เสียเวลา เสียความรู้สึก เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่มั่นใจในความปลอดภัย การเตรียมการที่เตรียมมาหลายเดือน
ประชาชนคนเดินถนน ที่ตั้งใจทำมาหากิน เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศฟื้นเร็วขึ้น แต่กลุ่มเสื้อแดง ปิดถนน ปิดช่องทางทำมาหากิน สร้างความเดือดร้อนให้ผู้สัญจรไปมา
ชื่อเสียงประเทศชาติ เสียหายไม่รู้เท่าไหร่ นี่หรือคือการกระทำเพื่อแผ่นดินเกิด…

อยากให้กลุ่มเสื้อแดงทบทวนการกระทำอีกที ไม่ใช่ว่าการปิดสนามบิน เป็นสิ่งที่ถูก …เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ดี กลับทำตาม และต้องทำให้ไม่ดียิ่งกว่า
คิดได้ยังไง…

4

เรายังเชื่อมั่นในรัฐบาลและหวังว่า ประเทศ จะกลับสู่ความสงบในเร็ววัน หวังว่าความสงบที่จะเกิดขึ้น คงไม่ต้องแลกมาด้วยชีวิต
ประเทศไทย ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ถ้าเราไม่สามัคคีกัน แล้วใครเล่า จะช่วยทำนุบำรุงประเทศชาติให้เจริญสืบต่อไป…

to be continued…

เขียนแล้วใน การเมือง, สหราชอาณาจักร 2552 | 4 Comments »

วันนี้วันจักรี

แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 6, 2009

วันที่ 6 เมษายน เป็นวันที่ระลึก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

ทั้งยังทรงสถาปนา กรุงเทพมหานครขึ้นเป็นเมืองหลวง

สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลัก สถาบันหนึ่งในชาติที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยเราไว้ด้วยกัน

ในฐานะที่เราเป็นคนไทยคนหนึ่ง ขอเผยแพร่ความสำคัญของวันนี้ ให้ได้ระลึกถึง พระองค์ ครับ

เขียนแล้วใน เทิดพระเกียรติ | Tagged: , | Leave a Comment »

UK-41 เสียอย่างได้หลายอย่าง

แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 6, 2009

วันนี้ตั้งใจว่า กลับมาจะมาเขียนบล็อกเล่าเรื่องงานอาสาสมัครเพื่อคนตาบอด งานแรก
แต่กลายเป็นต้องเขียนบล็อกอีกเรื่องหนึ่งแทน

งานอาสาสมัครเพื่อผู้พิการทางสายตาที่ประเทศอังกฤษ จะไม่เหมือนที่เมืองไทยซะทีเดียว
เมืองไทยเราว่า คงยังขาด สื่อ เช่นหนังสือเสียงและหนังสือเบรลล์อยู่ ส่วนที่นี่
อุปกรณ์ช่วยตัวเองมีแทบจะครบทุกอย่าง สื่อ มีมากมายให้เลือกซื้อได้ แต่สิ่งที่เขาต้องการ (บ้าง เป็นบางเวลา) คือเพื่อนคุย
เพื่อนเดินเล่น หรือคนที่ช่วยอ่านหนังสือให้ฟัง

เหล่าอาสาสมัคร จึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เหล่านี้

วันนี้ ตามนัดหมาย เราต้องไปแนะนำตัวพร้อมกับผู้ประสานงานอาสาสมัครของสมาคมคนตาบอดเคมบริดจ์ (CamSight)
บ้านเค้าอยู่นอกเมืองออกไป นั่งรถเมล์สายเจ็ด และด้วยวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ทำให้รถน้อยรอบกว่าปกติ ต้องกะเวลา ดูตารางมาเพื่อให้ไปทันเวลา (เผื่อหลงด้วย)
ไปถึงหน้าบ้านก่อนสามโมงไม่กี่นาที ก็เจอรถของผู้ประสานงานจาก แคมไซท์ ทักทายกันเสร็จก็มาเคาะประตูกัน
คุณผู้ประสานงานหยอกว่า “เอ…เค้าจะลืมรึเปล่าน้า ว่านัดกับพวกเราไว้”… ไม่นึกว่า…คำหยอกล้อกลายเป็นจริง
หลังจากลองโทรศัพท์เข้าไป ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก…

…แป่ว… (ขอให้จินตนาการ ตัวการ์ตูนญี่ปุ่น มีเหงื่อหนึ่งหยดบนใบหน้า)

ยืนรออยู่ประมาณสิบห้านาที ไร้วี่แวว…
ระหว่างนั้น ก็คุยกับคุณผู้ประสานงานไป…
สุดท้าย ก็ต้องยอมรับความจริงว่า “วันนี้คงมาเสียเที่ยวแล้วล่ะ…”

เรากับคุณผู้ประสานงานแยกย้ายกันกลับ และตกลงกันว่าคงต้องนัดวันมาแนะนำตัวกันใหม่

ด้วยความที่เราซื้อตั๋วรถเมล์แบบ Day-Rider หรือ ตั๋ววัน ใช้ได้ไม่จำกัดระยะทาง เกิดเสียดาย ใช้ไปแค่สองครั้งเอง ไปกลับ
เรากะว่าจะไปซุปเปอร์มาร์เก็ต ไปซื้อของที่หนัก ๆ แบกน้ำ มาซักแกลลอน เอาให้คุ้มเลย

รอรถเมล์ ครึ่งชั่วโมง…

แต่เดี๋ยวก่อน…ระหว่างรอรถเมล์อยู่นั้น เราได้โทรศัพท์คุยกะแม่ แล้วพอวางสาย ก็มีเสียงหญิงสาว พูดด้วยภาษาที่ฟังคุ้น ๆ ว่า “ขอโทษนะคะ…”
หญิงสาวท่านนั้น มาถามทางเกี่ยวกับรถเมล์ จริง ๆ เราก็ไม่ค่อยได้ขึ้นรถเมล์ แต่เผอิญนั่งมองรถเมล์ผ่านมาแล้วผ่านไป ด้วยสายตาละห้อย (ทำไมของกูไม่มาซะทีวะ)
เลยพอจะจำเส้นทางที่ปรากฏอยู่หน้ารถได้บ้าง เลยตอบไป
จากนั้นก็ได้นั่งคุยกันได้ความว่า พี่สาว เพิ่งมาได้ไม่นานนัก และกำลังเรียนเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย ในระดับปริญญาโทอยู่ 
ผ่านไปประมาณยี่สิบนาทีได้ รถเมล์ของพี่สาวก็มา…
จะว่าไป วันนี้ก็ได้เจอคนไทย ได้คุยถามไถ่ ก็รู้สึกดีเหมือนกันนะ
คิดเหมือนกันไหมว่าเวลาเราคุยกับใครก็ตาม เรามักจะได้รู้เรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ไม่ว่าจะเล็กน้อยสักแค่ไหน ก็ยังได้เรียนรู้

ในที่สุดรถเมล์ก็มา…

นั่งไป ๆ ลงที่หน้า Tesco เวลาก่อนห้าโมงเล็กน้อย
กำลังเข็นรถเข็นเข้าไป ก็แปลกใจเล็กน้อย “ทำไมไฟมันมืด ๆ หว่า”
ไม่ต้องแปลกใจนาน “นิ๊งหน่อง” “ผู้มีอุปการคุณโปรดทราบ ขณะนี้ เวลา สิบเจ็ดนาฬิกา ห้างของเรา กำลังจะปิดแล้ว ขอเชิญผู้มีอุปการคุณทุกท่าน รีบเอาของมาจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์โดยด่วน ขอขอบพระคุณ”
(แปลได้ความประมาณนี้ คาดเคลื่อนนิดหน่อยต้องขออภัย)
เสมือนปีนเขาจะขึ้นถึงยอดแล้ว เจอโคลนไถลลื่นลงมาในขณะที่ตายังจ้องที่ธงบนยอดเขาไม่คลาดสายตา… “ม่ายยยยยยย….”

แต่จะทำไงได้ ก็ลื่นลงมาแล้ว …ก็เดินกลับ… (ไม่กล้ารอรถเมล์ เพราะไม่มีวี่แววเลย คงอีกครึ่งชั่วโมงกว่าจะมา)
นัดเพื่อนไว้ที่ร้านอาหารจีน (เพราะวันนี้ที่หอไม่มีอาหารให้ตอนเย็น)
ระหว่างทาง เจอตู้เอทีเอ็ม… วิ่งไปกดตังค์
กะจะกดสิบปอนด์ กดไป ไม่ติด พอกดยี่สิบปอนด์ …ได้
ถามเราว่าจะเอาสลิปไหม
กดเอา …ไม่ติด พอกดไม่เอา…ติด
ให้เรากดตังค์เยอะ ๆ แล้วยังงกไม่ให้สลิปมาอีกแน่ะ.. ฮึ่ม!
เอาเถอะ อย่างน้อยก็ดีกว่ากดอะไรไม่ได้เลย…

วันนี้ก็เลยไม่ได้ทำอะไรมาก แต่จะเรียกว่าเสียเที่ยวเลยก็คงไม่ใช่
อย่างน้อย ก็ยังได้รู้ว่าลงป้ายรถเมล์ป้ายไหนถึงจะตรงบ้านเค้าที่สุด (ครั้งหน้ามาจะได้ไม่หลง)
อย่างน้อย ก็ได้คุยกับผู้ประสานงาน แลกเปลี่ยนความคิดกัน
อย่างน้อย ก็ได้รู้ตารางเวลารถเมล์ดีขึ้น (คือ ตารางของคันที่เราไม่ขึ้น จะมาถี่กว่าคันที่เราจะขึ้น)
อย่างน้อย ก็ได้เจอพี่สาวคนไทย รู้จักกันไว้เป็นเรื่องที่ดี
อย่างน้อย ได้รู้เส้นทางรถเมล์เพิ่มขึ้นอีกสองสาย (สาย 7 ตอนแรก และสาย 3 ที่นั่งไป Tesco)
อย่างน้อย ก็ได้กินอาหารจีนอย่างเอร็ดอร่อยและคุ้มค่า (เพราะหิวโซ)
ว่าไหมว่า คำว่า “อย่างน้อย” หลาย ๆ อย่าง ก็ทำให้รู้สึกว่า ไม่เสียเวลาไปซะทีเดียว บางอย่างที่ได้กลับมา อาจจะไม่ได้ใช้วันนี้ แต่ใช้เป็นความรู้ ความสามารถติดตัวไปในอนาคตได้

นึกถึงเรื่องนี้ก็นึกเรื่องวิชาเรียนตอนมัธยม ประถม
วิชางานบ้าน งานประดิษฐ์ วิถีไทย มารยาท
สิ่งเหล่านี้แม้อาจไม่ได้ช่วยให้พวกเราเข้ามหาวิทยาลัยได้
แต่ก็ช่วยให้พวกเราดำเนินชีวิตในสังคมได้ อย่างเหมาะสม บางอย่าง ในบางโอกาส เราไม่รู้หรอกว่า จะได้หยิบเอาการวางไม้กวาดให้ถูกวิธีมาใช้

to be continued…

เขียนแล้วใน สหราชอาณาจักร 2552 | Tagged: , , , | 3 Comments »

UK-40 สุขสันต์วันครบ 1 ขวบ

แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 4, 2009

สวัสดีวันที่ 4 เมษายนครับ

วันนี้ จะมาสุขสันต์วันเกิด…

ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ

บล็อกนี้ อายุครบ 1 ปี แล้ว

วันที่ 4 เดือนเมษายน ปีที่แล้ว (2551) เป็นวันเริ่มต้นบล็อกนี้

ขอบคุณผู้อ่านทุก ๆ คนที่เข้ามาอ่าน เป็นกำลังใจให้เขียนอยู่เรื่อย ๆ เป็นเสมือนลมหายใจที่ทำให้บล็อกอยู่ต่อไปได้
เราจะพยายามสร้างสรรค์และพัฒนาบล็อกนี้อย่าง สม่ำเสมอ

ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน จงเจริญ… เอ้า ไชโย ๆ ๆ หุยฮา หุยฮา หุยฮา

 

to be continued….

เขียนแล้วใน สหราชอาณาจักร 2552 | Tagged: , | 2 Comments »

April Truth’s Day

แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 1, 2009

วันนี้มีเรื่องราวดีดีมานำเสนอ
ไม่ได้โกหกนะ ถึงแม้ว่าจะเป็นวัน April Fools’ Day ก็เหอะ…
เรื่องมีอยู่ว่า ได้ไปอ่านในบล็อกของพี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน แล้วทราบมาว่า เขามีทริป “ไม้เมืองร้อน” เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
โดยอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์พาผู้ร่วมเดินทางไปถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์เกี่ยวกับโลกร้อน
พี่ก้องบอกว่า ชาวทริปจะเขียนเรื่องราวคนละหนึ่งเรื่อง ถ้าหากว่ามีการบอกต่อกันตามที่ต่าง ๆ ในหนึ่งวัน คงเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ในขณะที่คนอื่นพูดโกหก พวกเราจะมาพูดความจริงกัน
ส่วนเรา ไม่ได้ไป แต่ก็ขอสนับสนุนโครงการนี้ ด้วยการเอาเรื่องของชาวทริป มาหนึ่งเรื่อง และโพสต์ลงในวันนี้ครับ

และนี่คือเรื่องที่เราเลือกมาจากพี่นัตตี้ ผู้ร่วมทริปไม้เมืองร้อน และยังเป็นผู้ร่วมทริป “หน่อไม้” เป็นวิศวกรสิ่งแวดล้อมผู้มีความตั้งใจในการ “รักษ์” โลกของเราครับ

—————————————————————————————————————————–

In my mind

เรื่อง > Ursa Major.

- 1 -

                ถ้าหากคุณลองแหงนหน้าขึ้นมองบนฟากฟ้าเบื้องบนยามค่ำคืน  เมื่อได้มีโอกาสออกไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัด  เราจะได้พบกับดวงดาวสุกสกาวเต็มฟากฟ้า  บางคราวถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกขาวพาดผ่านราวฟ้า  ชวนให้เกิดจินตนาการกว้างไกล

                ในอดีตกาลโลกและบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหลายรวมทั้งดวงอาทิตย์ล้วนก่อกำเนิดมาพร้อมกันเมื่อราว 4,600 ล้านปีมาแล้วในมุมหนึ่งของกลุ่มดาวมหึมาที่เราเองเรียกว่า  ทางช้างเผือก หรือ Milky Way   และโลกของเราก็เป็นดาวเพียงดวงเดียวในครอบครัวดวงอาทิตย์ที่ยังคงมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่  เราเชื่อว่าในบรรดาสิ่งมีชีวิตหลากหลาย  มนุษย์ (Homo Sapien)  ถือกำเนิดขึ้นมาหลังสุดในช่วงไม่ถึง 1 ล้านปีมานี้เอง

                ด้วยชีวิตที่ต้องอาศัยพึ่งพิงกับสิ่งที่อยู่รอบกาย  เพื่อการยังชีพด้วยอารยธรรมการรวมกลุ่มล่าสัตว์และเพาะปลูก  ทำให้สังคมโบราณมีวัฒนธรรมร่วมกับสิ่งที่ดำรงอยู่ไม่ว่าจะเป็น แสงแดดอุ่น  ผืนฟ้าคราม ป่าเขา ดวงดาวหรือสายน้ำ  ซึ่งตัวอย่างดังกล่าวจะสามารถเห็นได้จากการรู้จักใช้สมุนไพรรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในบริเวณสองฟากฝั่งลำน้ำและที่ลุ่มเพื่อการเพาะปลูกรวมถึงการปรับตัวและตั้งรับกับสภาพธรรมชาติอันโหดร้ายในบางคราว

                แต่ในระยะเวลาแค่เพียงราวๆ 100 ปีที่ผ่านมาที่โลกได้รู้จักกับน้ำมันผนวกเข้ากับวิทยาการต่างๆ ที่สมองมนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการอันไร้ขีดจำกัดของมนุษยชาติและสิ่งที่บังเกิดคู่ควบมากับความเจริญแบบก้าวกระโดดทำให้  ผืนฟ้าที่เคยสดใสก็กลับหม่นมัวลงจากควันพิษที่ถูกปลดปล่อยออกมา     สายน้ำที่เคยแลใสไหลเย็นก็กลับขุ่นคล้ำจนใช้การอะไรไม่ได้นอกจากเป็นทางระบายน้ำทิ้ง   ป่าไม้ที่เคยเป็นคลังยารักษาโรคแหล่งอาศัยของเหล่าเพื่อนร่วมโลกและคอยรักษาสมดุลแห่งธรรมชาติก็กลับลดพื้นที่ลงรวดเร็วอย่างน่าใจหาย   ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันเลวร้ายมีให้พบเห็นได้ไม่เว้นแต่ละวัน   ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นเราคงอดกล่าวโทษไม่ได้ว่าเกิดเพราะการใช้และรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบเสพไม่หยุดใช้ไม่ยั้งของคนอย่างเราๆ ท่านๆ นี่เอง

                ประมาณการกันว่า  ในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีมานี้ทรัพยากรภายในโลกกว่าครึ่งถูกดึงขึ้นมาใช้  บางส่วนก็เพียงเพื่อความดูดีของผู้ใช้และสิ่งของ  แต่มิได้ก่อให้เกิดสาระอันใดมากกว่านั้นเลยและบางส่วนก็แปรสภาพกลับกลายเป็นขยะและควันพิษปริมาณมหาศาลที่ส่งผลกลับมายังมนุษย์ไปอีกหลายร้อยปี  ยังมิพักที่จะเอ่ยถึงว่า  การที่ทรัพยากรส่วนมากถูกขนถ่ายจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมเพื่อก่อผลประโยชน์ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ  พร้อมทั้งปลดปล่อยสารพิษออกสู่โลกในปริมาณมากก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการใช้ทรัพยากรของโลกที่ทุกคนควรจะมีสิทธิ์ใช้ในปริมาณที่เท่าเทียมกันเนื่องจากความจำกัดของทรัพยากรที่มีอยู่ตราบใดที่เรายังคงหาแหล่งทรัพยากรใหม่ไม่ได้นอกจากโลกใบนี้

 

- 2 -

                จวบจนถึงวันนี้ใช่ว่าอนาคตของเราจะหม่นมัวไร้ความหวังเสียเลยทีเดียวและวิถีทางที่น่าจะนำไปสู่ความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรในอนาคต  ก็คือความเข้าใจและร่วมมือกันของประชาชนพลโลกแต่การที่จะทำอย่างที่กล่าวมาใช่จะเป็นเรื่องง่ายดายนัก  เนื่องจากในวิถีชีวิตที่เราปลูกฝังลัทธิบริโภคนิยมขึ้นทั่วโลกนั่นคือการกระตุ้นให้แต่ละคนนำทรัพยากรมาใช้เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายทุกๆ อย่าง  ไม่เว้นแม้แต่สังคมเกษตรกรรมเช่น การทำนาปลูกข้าวที่แต่เดิมเคยทำกันแค่ปีละเพียงครั้งเดียว  ก็ถูกเพิ่มขึ้นเป็น 2 ครั้งและ 3 ครั้งต่อปีในบางท้องที่  ทำให้เกิดการแย่งชิงน้ำในการทำการเกษตร  รวมถึงผืนดินที่ถูกใช้อย่างต่อเนื่องก็ทำให้ดินเสียอย่างรวดเร็ว   โดยที่ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าปริมาณปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงที่ตกค้างอยู่ในดิน  แหล่งน้ำและสัตว์น้ำอีกปริมาณมหาศาลขนาดไหน

                การเริ่มต้นในการปลูกฝังค่านิยมความคิดในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า  เป็นสิ่งที่ง่ายที่จะทำให้เกิดขึ้นในเด็กและเยาวชน  เพราะถ้าจะกล่าวไปแล้วเด็กๆ ก็คือเจ้าของทรัพยากรที่แท้จริงเพราะในอนาคตข้างหน้าคนเหล่านี้จะต้องเป็นผู้เผชิญกับปัญหาสภาวะแวดล้อมเป็นพิษและทรัพยากรธรรมชาติที่มีให้ใช้ในปริมาณที่จำกัดยิ่งนัก

                แต่สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ก็ใช่ว่าจะง่ายเสมอไป  ในเมื่อเด็กส่วนใหญ่เติบโตมากับสภาพสังคมและชีวิตสมัยใหม่ที่แวดล้อมไปด้วยลักษณะการแข่งขันกันบริโภคและการโฆษณาชักชวนให้เกิดความต้องการที่ถูกกระตุ้นขึ้น (Generated Demand) ซึ่งเป็นเพียงการสร้างภาพของตัวตนด้วยเปลือกภายนอก  กลับทั้งยังไม่สามารถเข้าใจถึงแหล่งที่มาของทรัพยากรซึ่งเป็นต้นทุนทางธรรมชาติทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นน้ำอาบ  ดื่มกิน  หรือการลดลงของพื้นที่ป่าในชนบท  ไม่เคยเห็นว่าในยามหน้าแล้งการขาดน้ำในการใช้อุปโภคบริโภคนั้นเป็นเช่นไร ในเมื่อเปิดก๊อกน้ำทุกครั้งก็มีน้ำไหลให้ใช้สะดวกดาย    หรือการที่จะเชื่อมโยงปัญหาและความเดือดร้อนของผู้คนที่ต้องถูกไล่ที่หมดหนทางทำกินจากการสร้างเขื่อน  เพื่อนำน้ำมาป้อนสังคมเมืองในยามหน้าแล้ง   รวมทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อให้ในเมืองมีไฟสว่างเรืองรองทุกตรอกซอกซอย      ในขณะที่ตนเองนั้นมีเพียงหลอดไฟบ้านละดวง  ซึ่งการที่จะทำให้เด็กๆ ที่เติบโตมาด้วยภาวะปัจจัยเช่นนี้จินตนาการและรู้ซึ้งถึงสาเหตุในการแบ่งปันกันใช้  เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก

                แต่ข้อเสนอที่เป็นไปได้คือเริ่มจากความรู้สึก ผิด ชอบ ชั่ว ดี และการทำความเข้าใจถึงประโยชน์ส่วนรวมของคนหมู่มาก  ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณแบบสังคมตะวันออกที่นับวันจะลดน้อยถอยลงไปทุกที  โดยแทนที่ด้วยความคิดแบบปัจเจกชนนิยมผสมกับลัทธิบริโภคนิยมแบบตะวันตก  ที่ทำให้คนทั้งหลายคิดว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อนก็น่าจะเพียงพอแต่ไม่เคยรู้เลยว่าสาเหตุมาจากการบริโภคโดยไม่สนใจคนรอบข้างของตนเอง  หรือไม่ก็มักโยนความผิดให้กับรัฐหรือเอกชนไป 

                แต่ใช่ว่าข้อความข้างต้นผมจะกล่าวหาสังคมและแนวคิดแบบตะวันตกว่าไม่ดี  เพียงแต่เรารับเอามาไม่ครบถ้วนทั้งกระบวนการเท่านั้นเอง  เพราะในสังคมตะวันตกการบริโภคต่างๆ จะถูกควบคุมด้วยระบบการจัดเก็บค่าตอบแทนในการบริโภคและการรับบริการของแต่ละชนิดด้วยราคาต้นทุนอันแท้จริงซึ่งเป็นการจำกัดการบริโภคไปโดยปริยาย  แต่ในประเทศเรากลับไม่ใช่เช่นนั้น  แต่กลับกลายเป็นสวัสดิการหรือการบริการของรัฐหรือรัฐอุปถัมภ์ไปเสียส่วนใหญ่  โดยการอ้างถึงการจ่ายภาษีแล้วก็ควรจะได้รับการบริการไปทุกๆ อย่าง

                หันกลับมามองที่เยาวชนที่เราคาดหวังไว้กับปัญหานี้เราเริ่มได้จากการฝึกสำนึก ผิด ชอบ ชั่ว ดี ให้เกิดขึ้นก่อนด้วยสังคมของครอบครัวและโรงเรียนเพราะผมเองเห็นว่าในโลกนี้ไม่มีใครที่ไม่อยากเป็นคนดี  แต่บางอย่างที่คนส่วนมากนิยามความดีไว้สูงเสียจนทำได้ยากกระทั่งเด็กบางคนเกิดการต่อต้านและไม่เห็นด้วย

จากนั้นถึงจะมองในเรื่องของการปลูกฝังสำนึกรักและดูแลส่วนรวม  แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากผู้ใหญ่ที่เข้าใจและคอยประคับประคองดูแลและต้องช่วยกันลดค่านิยมของการบีบคั้นให้เด็กเป็นคนเก่ง  ซึ่งบางทีอาจจะมีความเห็นแก่ตัวติดตามมาด้วย  ซึ่งผมคิดว่าคงไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด  อยากเห็นลูกของท่านเป็นคนไม่ดีหรอก  จริงไหมครับ?

เริ่มจากการชักจูงในสิ่งดีที่ทำได้ง่าย  เช่นการไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกราด  การปฏิเสธถุงพลาสติกใส่ของในยามที่เห็นว่าของที่ซื้อไม่จำเป็นต้องใส่ถุงก็ได้  การไม่เปิดน้ำเปิดไฟทิ้งไว้

 

- 3 -

ธรรมชาติ  คำคำนี้ถูกนำมาใช้และอ้างถึงบ่อยมากในนามของสิ่งที่ดีงามตามสายตาของนักสิ่งแวดล้อมและเป็นสิ่งที่ทุกคนพยายามใฝ่หา   ถ้าจะถามว่าธรรมชาติคืออะไรใครตอบได้บ้าง? อาจจะยากไป  แต่ถ้าถามว่าอะไรบ้างที่เป็นธรรมชาติ?   คงจะตอบได้ง่ายกว่า

                หากจะมองโลกกลมๆ ใบนี้ที่มีอายุจากก่อเกิดจนถึงวันนี้ก็ราว 4,600 ล้านปีมาแล้วตั้งแต่มวลสารและบรรดากลุ่มก๊าซต่างๆ พากันหมุนวนและก่อตัวเป็นระบบสุริยะ

                จากเดิมในบรรยากาศของโลกล้วนเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำปกคลุมเต็มชั้นบรรยากาศ  แต่พอโลกเริ่มเย็นตัวลงบรรดาไอน้ำต่างพากันควบแน่นตกลงมาเป็นฝนและไหลรวมลงสู่ที่ต่ำกว่าจนเป็นทะเลและมหาสมุทรในปัจจุบัน

                จากนั้นจึงจะเกิดสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ขึ้นบนโลกที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนก่อเกิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า Homo Sapien  ขึ้นเมื่อราว 4 -5 แสนปีที่ผ่านมานี่เอง  และในช่วงเวลาเพียงแค่ราว 100 ปีที่ผ่านมาบรรดา Homo Sapien  ทั้งหลายนี้ก็ได้ทำให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  จากความคิดพื้นฐานที่เชื่อว่าพวกตนนั้นเป็นสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุดจนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลสภาพธรรมชาติต่างๆ ของโลกให้เหมาะสมกับความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ได้   แต่ในปัจจุบันความเชื่อเหล่านั้นก็ได้รับการพิสูจน์แล้ว  จากสภาพความวิปริตผิดเพี้ยนของฤดูกาลและวิบัติภัยในรูปแบบต่างๆ รวมถึงโรคร้ายที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน   แล้วย้อนกลับมาทำลายชีวิตมนุษย์เอง

                ถ้าหากเปรียบระยะเวลา 4,600 ล้านปีลงเหลือเพียง 365 วันบรรดา Homo Sapien ทั้งหลายก็เพิ่งเกิดขึ้นมาเดินบนโลกแค่เพียง 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา และแค่เวลาเพียง 1 วินาที  มนุษย์ก็ได้ทำให้โลกใบนี้ย่อยยับได้ในชั่วพริบตา

                วันใดคุณได้แหงนหน้าขึ้นมองฟากฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวสุกสกาว  คุณจะรับรู้ได้ทันทีว่าโลกเป็นเพียงเสี้ยวธุลีในอวกาศมหาศาล  ขอให้จำไว้ว่าถ้าหากดาราจักรทางช้างเผือกมีขนาดเทียบเท่ากับโลก  โลกเราจะมีขนาดแค่เพียง 0.2 ไมครอน หรือเล็กเพียงไวรัสเท่านั้นเอง แล้วคุณยังจะคิดเอาชนะธรรมชาติอีกหรือ  มนุษย์โลกทั้งหลาย

                เพราะถ้าหากวันใดสมดุลธรรมชาติที่เสียไปถูกโลกปรับสมดุลใหม่  ใครจะรู้ว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจะมีใครมาคอยเรียกดาวเคราะห์สีน้ำเงินนี้ว่า  โลกมนุษย์อีก

                ธรรมชาติ  คำคำนี้เป็นคำที่มักถูกอ้างถึงบ่อยๆ แต่แท้จริงแล้วยิ่งใหญ่เกินใครจะควบคุมได้  เพราะ ธรรมะ ที่แปลว่าความจริง  กับชาตะ  ที่แปลว่าเกิดนั้นเมื่อรวมความแล้ว truth birth จะหมายถึง ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  นั่นคือ ธรรมชาติ

 

- 4 -

ครับผมเริ่มต้นบทความนี้จากการมองจักรวาล  สู่โลกในอดีตและปัจจุบัน   และแคบลงมาในระดับประเทศ  จนกระทั่งถึงหน่วยที่ย่อยที่สุดของสังคม  คือ  ครอบครัว  เนื่องจากว่าผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ร้อยโยงเกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องราวอันเดียวกันและสิ่งที่จะช่วยให้โลกใบนี้ยังคงสดสวยได้คงต้องเริ่มกันจากผู้ใหญ่ของทุกครอบครัวเข้าใจโดยเริ่มบอกแก่เด็กๆ  ที่บ้านถึงเรื่องราวเหล่านี้  และผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าการเริ่มทำเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นเลยหากเราช่วยกัน

เพราะถ้าเราลองนึกกันดูเล่นๆ ว่าในอีก 20 – 30 ปีข้างหน้าในยามที่คุณแก่ตัวลง   และในวันนั้นลูกๆ ของคุณเติบโตขึ้นมาเรายังจะมีน้ำทะเลใสๆ   ป่าสีเขียวสวย   อากาศดีๆ ไว้ให้หลานของเราที่จะเกิดขึ้นมาก็คงดี ใช่ไหมครับ?  เราจะได้พาหลานของเราไปเล่นน้ำทะเล  เล่นน้ำตก  ดูนก เหมือนกับที่เราเคยได้สัมผัสมาในวัยเด็ก  มันก็คงเป็นอีกช่วงชีวิตที่ดีก่อนที่เราจะลาโลกใบนี้ไป  ใช่ไหมครับ?

หากคุณลองแหงนหน้าขึ้นมองบนฟากฟ้าเบื้องบนยามค่ำคืน  เมื่อได้มีโอกาสออกไปเที่ยวพักผ่อนตามต่างจังหวัด  เราจะได้พบกับดวงดาวสุกสกาวเต็มฟากฟ้า  บางคราวถ้าโชคดีอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกขาวพาดผ่านราวฟ้า  ชวนให้เกิดจินตนาการกว้างไกล  เกิดตายในช่วงชีวิตคนเราเป็นเวลาแค่พริบตาในปฏิทินกาลเวลาของจักรวาล  แต่เวลาแค่เพียงชั่วพริบตานั้นคุณเลือกที่จะทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับลูกหลานและพื้นแผ่นดินเดียวกันที่เราอาศัยอยู่ที่ชื่อว่า  โลก …….

……..ใช่ไหมครับ?

 —————————————————————————————————–
ใช่ไหมครับ?

http://ursamajor29.multiply.com/ อันนี้มัลติพลายของพี่นัตตี้ มีรูปทริป และเรื่องราวต้นฉบับอยู่ครับ
http://neemosapien.multiply.com  อันนี้มัลติพลายของพี่อุดนีย์ ที่ไปร่วมทริป มีเรื่องราวและรูปภาพบอกเล่าเรื่องเยอะเลยครับ

เขียนแล้วใน ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged: , , , | 5 Comments »