ประวัติเอกสารสำหรับ เมษายน, 2008
แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 28, 2008
หวัดดีครับ
สำหรับซีรีย์นี้ (พูดยังกะหนังเกาหลี) เป็นเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัว
4 วัน 3 คืน ที่กระบี่ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2551 (13-16 เม.ย. 51) กว่าจะเดินทางถึงกระบี่ มีอะไรบ้าง บรรทัดล่างเลยครับ..
————————————————————
ล้อหมุนจากกรุงเทพมหานคร เช้าตรู่วันที่ 13 เมษายน 2551 เวลา 06.47 น.
ตามที่พ่อจองโรงแรมไว้ คืนแรก เราจะพักกันที่ จังหวัดชุมพร อีกวันหนึ่งจึงจะไปถึงกระบี่…
ขึ้นทางด่วน
ออกทางสาย ธนบุรี-ปากท่อ
ตามทาง สายตาซุกซน ไปปะเข้ากับ รถสามล้อ รถซาเล้ง รถโดยสารสี่ล้อ กันสาด ต่างมีชื่อ ส.ส. ติดอยู่
รู้สึกว่า เมืองไทยเรา มองไปทางไหน ก็จะมีชื่อ ส.ส. บ้าง ส.ว. บ้าง เต็มไปหมด บางทีหมดฤดูเลือกตั้งแล้วยังเห็นกันอยู่เกลื่อน
เป็นเพราะเมืองไทยเรา เป็นประชาธิปไตยที่เน้นตัวบุคคลมากกว่านโยบายหรือเปล่า
บางทีใกล้เลือกตั้ง ชื่อใครคุ้น ๆ ก็กาไปเหอะ ไม่ได้ดูคุณสมบัติ ความเหมาะสมอื่น ๆ
……………………..นั่นเป็นเรื่องที่ควรแก้ไข……………………………..
เอาล่ะ เผลอแว้บเดียว มาถึงชุมพรแล้ว
พ่อโทรศัพท์ ยืนยันกับทางโรงแรม แต่ปรากฏว่า…
ทางโรงแรมเหมือนจะไม่รับรู้การจองของพ่อ…
เราเลยตัดสินใจกันว่า ไหน ๆ ก็เพิ่งจะเที่ยง ขับไปถึงกระบี่เลยดีกว่า
รบกวนให้น้า ที่ทำงานอยู่ที่กระบี่ช่วยจองโรงแรมให้เป็นการด่วน
ก่อนถึงกระบี่ ผ่านสุราษฏร์ธานี แวะเยี่ยมชม สวนโมกข์ ได้ธรรมะดีดีหลายข้อ ใคร่อยากแบ่งปัน ณ ที่นี้ด้วย

ทางเข้าสวนโมกข์ ร่มรื่นทีเดียวครับ

หุ่นขี้ผึ้ง ท่านพุทธทาสภิกขุ ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ต้องได้ศึกษาหลักธรรมและเอาไปใช้จริงจึงจะถือว่าเป็นการสักการะ พระพุทธเจ้า และเป็นการเคารพ ท่านพุทธทาส อย่างแท้จริง

ลานหินโค้ง สำหรับปฏิบัติธรรม เจริญสติ ภาวนา

รูปนี้ ถ่ายมาจากภาพในโรงละครแห่งจิตวิญญาณ มีชื่อว่า “แม่น้ำคด น้ำไม่คด”
เป็นภาพที่เราชอบมาก มีคำอธิบายว่า
น้ำ ปกติแล้ว ย่อมไหลตรง ๆ หากไม่มีสิ่งใดกั้น น้ำจะไหลตรง ไม่คดเคี้ยว เปรียบเหมือน “จิต”
แม่น้ำ คดไปมา เปรียบเหมือน “กิเลส”
เข้าใจง่าย ๆ คือ “จิต” เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ ทุกคนเกิดมาล้วนมีจิตที่บริสุทธิ์ ต่อมา กิเลสทำให้จิตใจเราคดไปคดมา
ยิ่งคดมาก กิเลสก็มาก
น่าเอาไปลองคิดดูนะครับ….
ออกจากสวนโมกข์มา จะมีตลาดขายไข่เค็มและของฝากด้านหน้า นาน ๆ ได้มาที เลยซื้อไข่เค็มติดไม้ติดมือมาสักกล่องสองกล่องครับ (มาลองกินดูแล้ว ก็อร่อยทีเดียว ไข่เค็มไชยาลือชื่อ)
เข้ากระบี่ ไปรับคุณน้า ที่ทำงานเป็น executive secretary ที่โรงเรียนนานาชาตินวัตภูมิที่อ่าวนาง จังหวัดกระบี่
ที่พูดตำแหน่งซะยืดยาว ก็อยากให้คิดอะไรบางอย่างครับ
“executive” “โรงเรียนนานาชาติ” จินตนาการไปถึงไหนกันแล้ว….
มาดูภาพจริงกันดีกว่า

โรงอาหาร Canteen นั่นเองครับ

ห้องเรียนพัดลม ของนักเรียนชั้น ประถม

พื้นที่บริเวณโรงเรียน
(เว้นพื้นที่ให้คิด)
เป็นไงบ้างครับ ดูภาพกันแล้ว
หลายคน คิดในใจว่า “เนี่ยเหรอ โรงเรียนนานาชาติ” “ไหนล่ะ ห้องแอร์ที่มีเด็กหัวทองเดินเล่นไปมา”
อื้มม นี่แหละครับ โรงเรียนนานาชาติ ที่เน้นคุณภาพ มากกว่ารูปลักษณ์ครับ จะเห็นว่า โรงเรียนนี้ ตั้งอยู่ใกล้เขา
ด้านข้างมีลำธาร เสียงน้ำซัดสาดหินดังเป็นระยะ ๆ
นี่แหละครับ โรงเรียนที่เป็นมากกว่าห้องสี่เหลี่ยม โต๊ะ 48 ตัว กระดานดำ และฝุ่นชอล์ก…
ในปัจจุบัน โลกเรานิยมวัตถุกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าเรามองข้ามวัตถุไป เราอาจมองเห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ชัดเจนขึ้นนะครับ…
เรายังเคยนึกอิจฉาโรงเรียนต่างจังหวัด ที่ห่างเมืองออกไป มีสนามบอลกว้าง ๆ มีแปลงเกษตร มีโครงการอาหารกลางวัน
ผิดกับเรา ที่เรียนในกทม. มีแต่สนามปูน ตึกสี่เหลี่ยมโอบรอบทุกทิศทาง…
บางอย่าง ธรรมชาติอาจเป็นครูที่ดีกว่าคน ก็ได้นะ…
To be continued คร้าบ…
เขียนแล้วใน สงกรานต์ 51 | Tagged: กระบี่, ท่านพุทธทาส, นวัตภูมิ, วัตถุนิยม, สวนโมกข์, สุราษฏร์ธานี, อ่าวนาง, โรงเรียน, โรงเรียนนานาชาติ, ไข่เค็ม | 11 Comments »
แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 25, 2008
โพสนี้ เป็นโพสปิดท้าย ของทริป ซิดนีย์-แคนเบอร์รา ปี 48 ครับ
คราวแล้ว ไปเที่ยวที่ Blue Mountains มาแล้ว
ระหว่างทางขากลับเข้าซิดนีย์
ก็ผ่านทางด่วน ทีเก็บเงิน ของทางหลวงหมายเลข 4 หรือ M4 นั่นเอง
ลองนึกภาพทางด่วนบ้านเรานะครับ ที่มีด่านเก็บเงิน เป็นช่อง ๆ
นั่นแหละ เหมือนกันเลย
ทีนี้ เราเห็นมีอยู่สองเลน รถวิ่งผ่านฉิว ๆ เร็วดีจัง ไม่เห็นต้องต่อแถวจ่ายตังค์
ก็นึกว่า คงเป็นแถวพิเศษ ก็วิ่งผ่านไป
ที่พื้นถนนเขียนว่า E-Toll
จริง ๆ แล้วเป็นเลนสำหรับรถที่จ่ายค่าทางด่วนผ่านอินเตอร์เน็ต
ตายล่ะวา ขับผ่านมา ก็ไม่มีด่านเก็บเงินเลย
ทำไงดี
ตอนเอารถไปคืน เลยไปถามเจ้าหน้าที่เค้าว่า เจอแบบนี้แล้วทำไง
เค้าบอกว่าต้องไปเสียค่าปรับ ไม่งั้น ทางตำรวจจะส่งบิลมาเก็บที่บริษัทเช่ารถ แล้วเค้าจะส่งบิลล์ เพิ่มเงินหลายเท่า มาเก็บกับเราอีกที
ไปที่ตู้โทรศัพท์ เพื่อสอบถามเบอร์ของสำนักงานทางหลวงหมายเลข 4 ปรากฏว่าเป็นการตอบรับอัติโนมัติ รอเจ้าหน้าที่รับสายตั้งนาน ก็ไม่มีการตอบรับ
เราสามคน เลยเดินไปหาสถานีตำรวจ ด้วยความหวังว่า จะเป็นที่พึ่งยามยากให้เราได้ เหมือนตำรวจเมืองไทย ที่บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติ
เดินหาอยู่พักหนึ่ง ก็เจอสถานีตำรวจ คิงส์ครอส
เราเข้าไปถาม เพื่อให้ตำรวจช่วยติดต่อให้ แบบที่ไม่ใช่โทรไปแล้วเจอตอบรับอัติโนมัติ
ตำรวจที่นี่ ขอบอกตามตรงว่า รู้สึกผิดหวังจริง ๆ
เค้ายื่นโทรศัพท์มาให้ เราถามว่า ช่วยติดต่อให้หน่อยได้มั้ย เค้าบอกว่า “No, You call” (คือแบบ ถ้าโทรแล้วมันง่าย คงไม่มาที่นี่หรอกน่า…)
แล้วตำรวจ ก็เดินไปนั่งคุยกับเพื่อนร่วมงาน…
20 นาที หลังจากถือสายรอ ในที่สุดก็มีคนมารับสาย สอบถามไปมา จึงได้ความว่า สำนักงานทางหลวงหมายเลข 4 ที่ต้องไปจ่ายค่าปรับนั้น อยู่เขต Auburn ทางตะวันตกของซิดนีย์
ต้องขึ้นรถไฟไปลงที่ สถานี Auburn
วันรุ่งขึ้น ตื่นแต่เช้า ให้แม่นั่งรอที่สถานี Central เพราะสถานี Auburn ที่จะไปนั้น ไกลเกินเขตที่ซื้อบัตร Travel Pass ไว้ ต้องจ่ายราคาเต็ม เพื่อเป็นการประหยัด เราเลยไปกับพ่อ
ระหว่างทาง บนรถไฟ เห็นภาพเด็กนักเรียนใส่เครื่องแบบนักเรียนรอขึ้นรถไฟ ไปเรียน อยู่กันเป็นกลุ่มๆ นึกอิจฉาในระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพของที่นี่จังเลย
เมื่อถึง Auburn ต้องเดินเข้าไปในหมู่บ้านอีก ประมาณ 1 กิโล เขตนี้เป็นเขตที่คนเอเชียอยู่
บ้านของคนที่นี่ เป็นบ้านเตี้ย ๆ ร่มรื่น ทุก ๆ 200-300 เมตร มีสวนหย่อมเล็ก ๆ ให้พักผ่อนหย่อนใจ
เมื่อถึงสำนักงาน ก็จ่ายเงินไป ซึ่งแพงกว่าค่าทางด่วนปกติอีกแน่ะ
เจ้าหน้าที่บอกว่า เรื่อง E-Toll เนี่ย เป็นปัญหามาก เพราะคนไม่รู้ บางทีคนท้องถิ่นเอง ยังเข้าผิดเลน จ่ายค่าปรับกันเป็นเรื่องปกติเลย
อื้มมม บางที สิ่งที่ฝรั่งคิด สิ่งที่ฝรั่งทำ ก็มีปัญหา มีช่องโหว่ อยู่เหมือนกัน
ฝรั่งเอง บางคน เช่นคุณตำรวจนั้น ดูจะเหยียดชนชาติเหลือเกิน
สัจธรรมบังเกิด ในทุก ๆ สังคม มีทั้งดี และไม่ดี เมืองไทยเรา ก็ใช่ว่าจะไม่ดีไปซะทุกอย่าง
ภูมิใจ ในเมืองไทย และช่วยกันพัฒนาชาติดีกว่าครับ ^__^
ขอจบการเล่าเรื่อง ซิดนีย์-แคนเบอร์รา ปี 48 ไว้เพียงเท่านี้ ติชมกันได้ครับ
ขอบคุณที่ติดตามนะคร้าบ
สำหรับเรื่องต่อไป เป็นทริป สุขสันต์สงกรานต์ เล่าขานเมืองกระบี่ ปี 2551 ครับ
เขียนแล้วใน ซิดนีย์-แคนเบอร์รา 48 | Tagged: Auburn, ค่าปรับ, ตำรวจ, ตำรวจออสเตรเลีย, ทางด่วน, ทางหลวง | 7 Comments »
แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 22, 2008
ขอคั่นเรื่องออสเตรเลีย ด้วยความคันปากยิก ๆ ทำให้โรคนี้ลามมาถึงมือ
คันยิก ๆ จนต้องเปิดคอม เปิดเน็ต มาเขียน…
วันนี้
แม่กลับบ้านมา พร้อมกับบ่นว่า
“เป็นไปได้ยังไง ข้าวแพงขึ้นเป็นร้อย”
นึกว่าพูดเล่น
“ดูซิ ๆ อะไรกันเนี่ย!”
ไหนลองดูซิ อื้มมม แพงขึ้นเป็นร้อยบาทจริง ๆ
จากการสังเกตราคาของแม่… ชวนให้สงสัย
ขอออกตัวว่าไม่มีความรู้ด้านนโยบายเศรษฐกิจสักเท่าไหร่ แต่ก็พอจะคิดในเชิงเหตุผลได้ดังนี้
ตอนนี้ ประเทศอื่น ๆ นอกจากไทย ที่ส่งข้าวไปเป็นสินค้าออก เจอภัยธรรมชาติ ข้าวน้อย ทำให้ไทย ซึ่งไม่เจอภัยธรรมชาติ
ขายข้าวได้ดีกว่า ขายไปขายมา ประเทศที่เคยซื้อข้าวจากเวียดนาม และอื่น ๆ ก็หันมาซื้อข้าวไทย เราก็ต้องส่งออกมากขึ้น
ข้าว สมมติมี 100 หน่วย เดิมส่งออก 10 หน่วย ก็เหลือกินในประเทศ 90 หน่วย
ตอนนี้ มี 100 หน่วย ส่งออกเพิ่ม เป็น 20 หน่วย เหลือกินในประเทศ 80 หน่วย
ของน้อย ราคาก็แพง เพราะคนอยากซื้อมาก
รัฐบาลดีใจ “เย้ ๆ ส่งออกได้ตั้งเยอะแน่ะ ส่งอีกดีกว่า”
พี่น้องชาวนาก็ดีใจ “เย้ ๆ วู้ วู้ ข้าวราคาดี”
รัฐบาลบอกชาวนา “กักตุนข้าวไว้นะตัวเอง เชื่อเค้าสิ ราคากำลังดี จะได้ได้เงินเยอะ ๆ ไงจ๊ะ”
ว้าว ผู้บริหารประเทศบอกอย่างนี้ กักตุนไว้ก่อน
สักพัก “ข้าวในประเทศแพง”
กระทบใคร?
ข้าวแพง ประชาชนทุกครัวเรือน ต้องซื้อข้าวแพงขึ้น ไม่ใช่แค่บาทสองบาทนะ แต่เป็นร้อย…
ร้านข้าวแกง น้ำมันแพง ค่าขนส่งแพงอยู่แล้ว ข้าวแพงขึ้นอีก ขอขึ้นราคา…
คนเดินถนน จะซื้อข้าวแกง ข้าวตามฟูดคอร์ท หูย แพงจัง…
ทุกคนต้องรัดเข็มขัด ประหยัดตังค์กันถ้วนหน้า ร้านขายของขายไม่ได้ เงินฝืด
แต่ละคนมีค่าใช้จ่ายต้องใช้มากขึ้น ร้านขายของ ขึ้นราคาสิ่งของ
ชาวนา ไปซื้อของ ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น…
เงินที่ได้มาจากการขายข้าว…ได้เอามาปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคมั้ย…ได้เอามาปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนมั้ย…
รถไฟดีหรือยัง… ถนนหลวง ปะ พัง เป็นช่วง ๆ… ได้เอามาปรับปรุงระบบการศึกษามั้ย…
ทหาร รั้วของชาติ มีความเป็นอยู่ที่ดีหรือยัง… ข้าราชการ ยังน้ำเน่าอยู่รึเปล่า มาสาย งานทำเท่าหยิบมือ เล่นพรรคเล่นพวก…ได้แก้ไขจริงจังบ้างไหม…
สนใจเงินแล้ว หันมาสนใจคุณภาพชีวิต และความสุขของประชาชนบ้างสิครับ…
เขียนแล้วใน การเมือง | Tagged: ของแพง, ข้าราชการ, ข้าว, ข้าวแพง, คุณภาพชีวิต, นโยบายรัฐบาล, ปรับปรุง, รัฐบาล, ส่งออก | 3 Comments »
แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 21, 2008
ย้ำเรื่อย ๆ นี่คือเรื่องราวเมื่อปี 48 นะคับ
เอาล่ะ หลังจากกลับจากแคนเบอร์ราแล้ว อีกวันหนึ่ง
เราก็ตัดสินใจกันว่าจะขับรถไปเที่ยว เทือกเขาสีน้ำเงิน (Blue Mountains) อยู่ไม่ไกลจากซิดนีย์เท่าไหร่
ไปทางตะวันตก ขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านเมืองเล็ก ๆ หลายเมือง เรื่อยไปจนถึงเมือง Katoomba
ขับขึ้นเนินเล็กน้อย จะมีหมู่บ้านเล็ก ๆ และตรงนี้ คือบริเวณจุดชมวิว Blue Mountains ครับ
จอดรถเสร็จสรรพ ก็ไปชมความงามของบลูเมาเทนส์เลย เอ้อ ถ้ามาที่นี่ช่วงกลางวัน แดดแรง ใส่แว่นกันแดดก็จะดีครับ
แต่อากาศหนาว มีลมแรงด้วย

มองไปไกล ๆ จะเห็นเทือกเขาปลายสุดเป็นสีน้ำเงินครับ

ลูกนี้ใกล้เข้ามาหน่อย เห็นเป็นสีน้ำเงินเหมือนกัน คือ ถ้ามองจากจุดชมวิวนี้ เทือกเขาทุก ๆ แนว จะเห็นเป็นสีน้ำเงิน สวยมาก
เลยได้ชื่อว่า Blue Mountains ครับ

มองอีกด้านหนึ่ง
ที่บริเวณเดียวกันนี้ มีภูเขาทรงประหลาด เรียกกันว่า The Three Sisters แต่เราว่า มันเหมือนหัวไดโนเสาร์พันปีมากกว่าจะสุนทรีย์ขนาดเห็นเป็นผู้หญิง คนแถวนี้คงมีจินตนาการสูงไม่น้อย ลองดูรูปกันนะ เห็นเป็นตัวอะไร บอกกันมั่ง ^_^

นี่แหละครับ ๆ
รูปที่ถ่าย อาจจะไม่สวยเท่าไหร่ อาศัยว่ามีกล้อง ก็ถ่าย ๆ มาครับ ถ้าอยากสัมผัสความงาม น่าจะลองไปสักครั้ง
ข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับจากจินตนาการ The Three Sisters ที่มองยังง้าย ก็เป็นไดโนเสาร์ (สำหรับเรานะ)
หากบรรพบุรุษเรา ไม่คิดจินตนาการให้คนเราบินได้ เราคงไม่มีเครื่องบิน…
หากบรรพบุรุษเรา ไม่คิดจินตนาการให้มีแสงอื่นนอกจากดวงอาทิตย์ เราคงไม่มีหลอดไฟ…
หากไม่มีใครจินตนาการ โดเรมอน ดรากอนบอล จูเรนเจอร์… โลกคงเหงาเนอะ…
————————
To be continued คร้าบ…
เขียนแล้วใน ซิดนีย์-แคนเบอร์รา 48 | Tagged: ซิดนีย์, บลูเมาเทนส์, Blue Mountains, The Three Sisters | 3 Comments »
แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 18, 2008
ย้ำอีกที นี่เป็นเรื่องเมื่อปี 2548 ครับผม ^ ^ อย่าเข้าใจผิดเน่อ
เช้าใส ๆ อีกวันหนึ่ง
ไปเช่ารถกัน…
การเช่ารถที่ออสเตรเลีย จริง ๆ ก็ไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ครับ นั่งรถไฟจากสถานี Central ไปลงที่ King’s Cross
แถวนั้นจะมีศูนย์เช่ารถเยอะมาก ไปเลือก ๆ ดู
ได้รถโตโยต้าสีขาว มาครับ
เอาล่ะ ได้รถมาแล้ว วันนี้เราก็วางแผนกันว่าจะไปเที่ยวแคนเบอร์รากัน (เพราะในซิดนีย์ ไม่ค่อยเหลือที่เที่ยวละ)
ตอนแรกนึกว่า เมลเบิร์น ก็ไปถึง ใกล้ ๆ พอมาเปิดแผนที่ดูแล้ว ถ้าไปเมลเบิร์น คงไม่ได้กลับบ้านแน่ ไกลเหลือเกิน
ตั๋วรถไฟก็แพงแถมต้องจ่ายสามคนอีกต่างหาก รถบัสก็พอกัน เลยเช่ารถไปเองเลย หมดเรื่อง 55
แผนที่ มีพร้อม ออกเดินทางกันเลย
ไปตามถนนสาย M4 ออกทางตะวันตกของซิดนีย์
ที่ออสเตรเลีย มี speed limit ครับ ขับได้ไม่เกิน 110 กม./ชม.
เส้นทางว่างเปล่า ถนนดีมาก แต่ขับเร็วไม่ได้ รถไม่มีเลย
โล่งมาก ๆ ระหว่างทาง เจอฝูงแกะ เป็นฝูงเลย (ไม่ได้เหมือนฝูงวัวบ้านเราที่เดินอยู่ไม่กี่ตัวริมถนนหลวงนะคับ ^_^) ของเค้านี่
เป็นร้อยได้มั้ง เดินเล็มหญ้าอยู่ไกล ๆ
วิวดีมาก ๆ ตอนนั้นถ่ายวีดีโอไว้ แต่ไม่ได้ถ่ายภาพนิ่ง เลยไม่ได้เอาภาพมาให้ดูกัน
วืบบ ซักบ่ายโมง ก็มาถึงแคนเบอร์รา นครหลวง ของออสเตรเลีย
ขึ้นชื่อว่า เมืองหลวง คิดกันไว้ว่า คงใหญ่กว่าซิดนีย์ล่ะมั้ง ตึกรามบ้านช่องคงเสียดฟ้า
คนเดินกันขวักไขว่
……..
เมื่อมาถึง พ้นจากทุ่งหญ้าแกะเล็ม มาได้พักหนึ่ง
ก็มีศูนย์ให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวก่อนเข้าเมือง
แวะพักรถแป๊บนึง แล้วไปต่อ
คำแรกที่พูดกันคือ “ไม่เห็นมีอะไรเลย”
เป็นเมืองหลวง จริง ๆ ครับ คือ มีตึกที่ทำการรัฐบาล สำนักงานต่าง ๆ หน่วยราชการ และสถานทูต อยู่ตรงรอบ ๆ
แล้วก็หมด มีบ้านคนนิดหน่อย พอเป็นธรรมเนียม มีห้างขนาดเท่าโลตัสบ้านเรา ห้างสองห้าง แล้วก็หมดครับ
…………………………………………………………….
เราวนรอบรัฐสภา ถ่ายรูปนิดหน่อย แล้วก็ขับรถออกมาเลย เดี๋ยวจะกลับซิดนีย์ไม่ทัน
…………………………………………………………….
จริง ๆ แล้ว ในความไม่มีอะไร กลับมีอะไรแฝงอยู่มากมาย
…………………………………………………………….
กว่าจะออกแบบเมืองให้ไม่มีอะไร ต้องผ่านอะไรมามากมาย
แนวคิดที่เอาความพลุกพล่านออกจากเมืองหลวงไป นับเป็นความคิดที่ดีทีเดียว
เป็นสถานที่ทำงาน เป็นที่ทำการของรัฐบาลกลางอย่างแท้จริง
ความเป็นระเบียบมีสูงมาก ไม่มีธุรกิจต่าง ๆ มาปะปน
ลองหันกลับมาดูกรุงเทพฯสิครับ สถานที่ราชการ แต่เดิมอยู่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ เมื่อเวลาผ่านไป ที่ดินแถบนั้น ไม่สามารถขยายเป็นศูนย์ราชการได้ ต้องย้ายออกมา แถวแจ้งวัฒนะบ้าง
การทำงานกระจัดกระจาย การประสานงานไม่ต่อเนื่อง….
แต่แบบกรุงเทพฯ ก็รื่นเริงไปอีกแบบ ครับ
ก่อนกลับจากแคนเบอร์รา ขอฝากภาพเมืองแคนเบอร์ราบางส่วนไว้ให้ดูครับผม

รูปนี้เป็นรูปถนน มุ่งสู่ใจกลางเมืองแคนเบอร์รา ที่เห็นเป็นเสาธงนั่นแหละครับ คืออาคารรัฐสภาของประเทศออสเตรเลียครับ
จะอยู่ตรงศูนย์กลาง และรอบ ๆ จะมีถนนแยกไป เป็นสถานทูตของประเทศต่าง ๆ

อีกมุมหนึ่งครับ
และรูปสุดท้าย เป็นรูปมุมสูง จากเว็บ
http://www2.mdbc.gov.au/education/encyclopedia/tourism/images/tour_Canberra.jpg
จะเห็นว่าเค้าวางผังเมืองได้ดีจริง ๆ อาจเป็นเพราะประเทศเค้าเพิ่งตั้งมาเมื่อสองร้อยกว่าปีนี่เอง ไล่ ๆ กับอเมริกาครับ
การวางผังเมืองเลยมีระเบียบกว่าบ้านเรา
ไม่เป็นไรครับ อย่างน้อย เมืองไทยเรา ก็มีเอกลักษณ์ ^_^

วันนั้นกลับถึงซิดนีย์ราวสามทุ่มกว่าครับ
เอารถไปไว้ที่ทีจอดรถเช่า แถวคิงส์ครอส
To be continued คร้าบ…
เขียนแล้วใน ซิดนีย์-แคนเบอร์รา 48 | Tagged: แคนเบอร์รา | 2 Comments »
แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 18, 2008
หายไปสักพักใหญ่ ไปเที่ยวสงกรานต์ที่กระบี่มา เลยไม่ได้มาอัพ
ขอย้ำอีกทีนะครับ ว่า เรื่องราวที่ไปออสเตรเลียเนี่ย เป็นของปี 2548 นะครับ
หลาย ๆ คนเข้าใจผิดกันมาแล้ว
ส่วนเรื่องราวที่ไปกระบี่ เดี๋ยวจะเอามาลงหลังจากออสเตรเลียจบคับผม
——————————————–
วันนี้เราขึ้นเรือเฟอร์รี่ จากท่า Circular Quay ข้ามฝั่งไปที่สวนสัตว์ทารองก้า
สวนสัตว์ที่นี่ ทำยิ่งใหญ่ทีเดียว
ไม่ให้เสียเวลา ไปดูรูปสัตว์กันเลยดีกว่า
รูปแรกครับ รูปจิงโจ้ เห็นตัวจริง ก็น่ารักดี แต่ยังไม่ชอบที่สุด

จิงโจ้ กับออสเตรเลีย อย่างที่เรารู้กันนะครับ อยู่คู่กันมาเสมอ ตามร้านขายของที่ระลึก ก็มักจะมี แผ่นป้ายสีเหลือง ๆ บอกให้ระวังจิงโจ้
ขายเป็นของที่ระลึก วัน ๆ นึง ตามทางหลวง มีจิงโจ้โดนรถชนตายไม่น้อยเลย เวลาขับรถ จึงต้องระวังจิงโจ้ให้มาก
รูปที่สองครับ หมีโคอาล่า นี่แหละ สุดยอด ตัวจริงมันน่ารักมาก ๆ แต่เชื่องช้าโคตร มันจะค่อย ๆ กระดื๊บ ๆ ไปตามต้นไม้ แทะเล็มใบยูคาลิปตัส น่ารักดี ก่อนกลับ ได้ซื้อตุ๊กตาหมีโคอาล่ามาไว้บ้านด้วย

รูปที่สาม อันนี้ สวนสัตว์ดุสิตบ้านเราก็มีคับ แต่ไม่ได้เห็นนาน มันคือ “สมเสร็จ” ครับ อ้วน ๆ เหมือนหมูผสมฮิปโปยังไงไม่รู้สิ

รูปสุดท้าย อันนี้เป็นสัตว์ท้องถิ่นของออสเตรเลียครับ เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นที่นี่เหมือนกัน
“Red panda” หรือ แพนดาแดงนั่นเอง น่ารัก เหมือนหนูผสมจิ้งจอก

ไฟล์นี้ก็ไม่มีอะไรครับ เอารูปมาแบ่งปันกันดู สบาย ๆ
คราวหน้าจะพาไป เมืองแคนเบอร์รา กับรถที่เช่ามาคับ
สุขสันต์สงกรานต์ สวัสดีปีใหม๋คับ
To be continued คร้าบ…
เขียนแล้วใน ซิดนีย์-แคนเบอร์รา 48 | Tagged: จิงโจ้, ทารองก้า, สมเสร็จ, สวนสัตว์, แพนด้าแดง, โคอาล่า, Red panda, Taronga Zoo | Leave a Comment »
แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 11, 2008
พ่อได้จองตั๋วคอนเสิร์ตในโอเปร่าเฮาส์ไว้ทางอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ได้สัมผัสบรรยากาศการดูคอนเสิร์ตจริง ๆ ว่าเป็นยังไง
เราคิดว่า การดูคอนเสิร์ต แบบฝรั่งนั้น คงต้องแต่งตัวตามหลักสากลนิยม ให้ดูสุภาพกว่าเสื้อยืด กางเกงยีนส์
และแล้ว เราก็มาถึง The Opera House
ที่ด้านหน้า มีร้านขายไอติมอยู่ร้านนึง
เรายืนมองกันอยู่นาน
ด้วยราคาที่แสนแพง 1 สกู๊ป ประมาณ ร้อยกว่าบาท
ในที่สุด เราตัดสินใจว่า
จะซื้อมาชิม เอาลิ้นแตะ ๆ กัน แค่ สกู๊ปเดียว
เมื่อของกึ่งเหลวกึ่งแข็ง เย็น ๆ รสรัมเรซิ่น แตะปลายลิ้น
โอ้ แม่งโคตรอร่อยยยย…
จนถึงวันนี้ยังไม่เคยกินไอติมที่ไหนอร่อยเท่าที่นั่นมาก่อน
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไอติมอร่อยขึ้น ก็คือ
บรรยากาศ ที่ช้อนไอติมสามอัน รุมตักไอติมก้อนน้อย นี่แหละ ที่เรียกว่า
“ปริมาณน้อย แต่คุณค่ามหาศาล”
ถ้ามาซิดนีย์ อย่าลืมมาชิมนะครับ จำชื่อร้านไม่ได้ รู้แต่ว่าอยู่ใกล้ ๆ โอเปร่าเฮาส์ ข้าง ๆ ท่าเรือเฟอร์รี่
เสียเวลากินไอติมกันมามากแล้ว
เอาล่ะ เข้าไปในโอเปร่า เฮาส์ กันดีกว่า
….
ทว่า… การแสดงที่เราจองไปนั้น เป็นการแสดงของเด็กนักเรียนมัธยม ซึ่งจะบรรเลงเพลงคลาสสิค ที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน
ชุดที่ใส่ ๆ กันมา ก็เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ส่วนมาก เป็นเพื่อนนักเรียน และพ่อแม่ที่มาเชียร์ลูกเล่น…
เราสามคน หัวก็ดำ หน้าตาตี่ ๆ กลายเป็นตัวแปลกประหลาดไปในทันที….
เก้าอี้ที่เคยฝันไว้ว่า คงจะหรูแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ปรากฏว่า…
เก้าอี้โรงหนังบ้านเรา ราคา 120 บาท ยังดีกว่าตั้งเยอะ…
เอาล่ะ ไม่เป็นไร เรามาฟังเพลงนี่หว่า… ถึงจะไม่รู้จัก แต่เค้าก็น่าจะบรรเลงอะไรเพราะ ๆ บ้างแหละน่า…
เพลงแรก บรรเลง…
(อะไรของมันวะ…)
เพลงที่สอง
(เดินมาทั้งวัน ง่วงจะตายแล้ว)
เพลงที่สาม
(แม่เริ่มหลับ)
ที่เหลือ ไม่ได้นับแล้วว่ากี่เพลง เรานั่งดูจนจบ
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ ก็คือ เพดานที่โอเปร่าเฮาส์ สวยมากจริง ๆ ในเรื่องของเสียง ก็ทำได้ดี
แต่เสียดาย ที่เราฟังเพลงไม่รู้เรื่อง…
ราตรีประดับเพลงจึงจบลง พร้อมหูฉงนของครอบครัวชาวไทยสามคน…

รูปนี้ เป็นห้อง Concert Hall ที่เราไปนั่งดูกัน ดูหรูเนอะ เก้าอี้อย่างแข็งง่ะ ^_^
ปล. รูปนี้ไม่ได้ถ่ายเองนะ เอามาจากอินเตอร์เน็ต http://www.ee.usyd.edu.au/carlab/SOH/pic/concertHall.jpg จ้า
เขียนแล้วใน ซิดนีย์-แคนเบอร์รา 48 | 6 Comments »
แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 9, 2008
พักกันเต็มอิ่ม
ตื่นเช้า เราสามคนพ่อแม่ลูก ทำตามแผนเดิมที่วางไว้ คือ กินข้าวเช้าจากโรงแรม ซึ่งก็หนีไม่พ้น ขนมปัง เบคอน และ Musli (Musli คล้าย ๆ Cereal แต่มีพวกธัญพืชด้วย อร่อยมากมาก) อาหารฝรั่งที่นี่อร่อยจริง ๆ เบคอนนี่ กินลืมโลกเลย
เราไม่ลืมที่จะเก็บแยมและเนยบางส่วนมาจากโรงแรม เพื่อทาขนมปัง กินกันตอนกลางวัน
แพคอาหารกลางวันเรียบร้อย แซนด์วิชไส้แยม และกล้วยคนละสองลูก อยู่ท้องแน่นอน พร้อมแล้ว ไปกันเลย…
เดินออกจากโรงแรม ไปยังสถานีรถไฟ Central Station ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ขึ้นรถสาย City Circle ซึ่งวนรอบเมืองเป็นวงกลม
ชอบรถไฟที่นี่มาก มีรถไฟสองชั้นด้วย ที่นั่งเค้าจะหมุนเปลี่ยนทิศได้ สนุกดีแท้ ไม่กล้าทำหลายรอบ เพราะเค้าบอกว่ามีกล้องวงจรปิดติดอยู่ในรถไฟ
ว้าว… โอเปร่า เฮาส์, สะพาน ฮาร์เบอร์บริดจ์ ปรากฏให้เห็นจากหน้าต่างรถไฟ ก่อนที่จะมาจอดที่สถานี Circular Quay (อ่าน เซอร์คิวลาร์ คีย์ นะคร้าบ) ย่านนี้ เรียกว่า ย่าน The Rock ซึ่งเป็นเมืองเก่า สมัยที่คนอังกฤษ มาตั้งอาณานิคมที่ซิดนีย์ครั้งแรก มาขึ้นที่อ่าวนี้ และคงมีโขดหินมากมาย จึงเรียกว่า The Rock เราเดินเที่ยวชมเมืองเก่านี้อย่างอิ่มเอิบใจ มันชวนเพลินดีจริง ๆ มีทั้ง Opera House ตระการตา มีตลาดขายของ มีโชว์ ทำหัตถกรรม นักท่องเที่ยวก็ล้นเหลือ หลังจากเก็บภาพสะพานฮาร์เบอร์บริดจ์ และรอบบริเวณจนจุใจแล้ว ท้องเริ่มโอดครวญหาอาหารอันโอชะ แต่เสียใจด้วย กระเพาะเอ๋ย…กินมังสวิรัติไปก่อนละกัน…
ที่นั่งในสวนใกล้หอดูดาวบนเนิน คือภัตตาคารอาหารกลางวันของเรา…
กินข้าวเสร็จ ได้มีโอกาสเดินดูหอดูดาวตอนกลางวันแสก ๆ คนที่นี่เป็นมิตรดีจัง… ถ้อยทีถ้อยอาศัย น่ารักมาก…

นี่ก็คือ สวนที่เราไปกินข้าวกลางวันกัน

ทิวทัศน์ ย่าน The Rock มองเห็นสะพาน Harbour Bridge อยู่ไกล ๆ โน้น

อีกมุมหนึ่งของ The Rock บริเวณใหญ่ ๆ ตรงนี้ เรียกว่า Circular Quay ครับ
ที่ เดอะรอค นี้มี พิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจมากมายนะครับ อย่างในรูปบนเนี่ย ตึกแรกด้านซ้าย คือ Museum of Contemporary Art ครับ ศิลปะร่วมสมัยหลายหลาก ได้รับการรวบรวมไว้ที่นี่ หัวไม่ค่อยศิลป์อย่างเรา ดูไม่ค่อยออกเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นคนที่มีศิลปะในหัวใจ ก็ห้ามพลาด นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์ใหญ่ ๆ หลายที่ในบริเวณเดียวกัน ค่าเข้า บางที่ไม่เสียเลย บางที่ถ้าเป็นนักเรียน ก็ได้ลดครึ่งราคา หุหุ เที่ยวกันสบายใจเฉิบเลย…
ที่น่าคิดก็คือ ซิดนีย์ เป็นเมืองท่องเที่ยว ผู้คนมาเที่ยว ปีหนึ่ง ๆ เนี่ย เยอะมาก น่าจะพอพอกับกรุงเทพเราเลย แต่เค้าสามารถรักษาความสะอาด รักษาความน่าชมของธรรมชาติและวัฒนธรรมไว้ได้อย่างกลมกลืน ที่อยากจะบอกคือ บ้านเรา ไม่จำเป็นต้องเอาใจนักท่องเที่ยวมากขนาดที่ว่า สิ่งอำนวยความสะดวก สถานบันเทิง ล้ำเส้นความงามตามธรรมชาติเพื่อปรนเปรอ ความอยากและสันดานมนุษย์ ที่มีไม่จำกัด ดูจากย่านถนนข้าวสาร แถวพัทยา บางแสน แทบจะไม่เหลือสิ่งดีดีให้ชื่นชมอีกแล้ว… สุดท้าย คนก็ยังนิยมไปเที่ยวลาว ไปหาด ไปเกาะที่สงบ ยังไม่ถูกทำลายด้วยน้ำมือนักท่องเที่ยวและนายทุนเห็นแก่เงิน… อีกสิบ หรือยี่สิบปีข้างหน้า Unseen Thailand ทั้งหลาย หวังว่าคงไม่เจอชะตากรรมแบบเดียวกัน…
To be continued คร้าบ…
เขียนแล้วใน ซิดนีย์-แคนเบอร์รา 48 | Tagged: ซิดนีย์, พิพิธภัณฑ์, Opera House, Sydney Harbour Bridge, The Rock | 5 Comments »
แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 4, 2008
เรามาถึงสนามบิน Kingsford Smith เวลา 6 โมงเช้า สนามบินที่นี่ เล็กกระทัดรัดมาก เมื่อเทียบกับดอนเมือง หรือ สุวรรณภูมิ ทั้ง ๆ ที่ออสเตรเลียเอง เป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา น่าจะพอพอกับไทยเลยทีเดียว แต่สนามบินเค้าเล็กกว่าบ้านเรามาก ที่ไม่เล็กตามขนาดก็คือ การบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เรียกว่า เล็ก แต่สมบูรณ์…
กลิ่นหอมลอยเอื่อย ๆ มา ตั้งแต่เดินออกจากเครื่องบิน ถึงด่าน Immigration เมื่อออกมา ก่อนที่จะเรียกแท็กซี่ เรากับพ่อ หยุดที่ Newsstand หรือร้านขายหนังสือพิมพ์และของจุกจิกอื่น ๆ เราซื้อแผนที่ ของ Periplus ซึ่งละเอียดมาก แต่เสียดาย โรงแรมที่เราจองไว้ ใหญ่ไม่พอจะฝากชื่อลงในแผนที่นี้… คู่มือท่องเที่ยว เราใช้ของ Lonely Planet อ่านมาพอคร่าว ๆ ว่าที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง…
พร้อมรบแล้ว…ลุยกันเลยดีกว่า
เราออกมาเรียกแทกซี่ด้านนอก ยังเช้าอยู่ อากาศบริสุทธิ์ คิวแทกซี่แทบไม่มี เราจึงได้ขึ้นแทกซี่อย่างรวดเร็ว คนขับแทกซี่ส่วนใหญ่ เป็นชาวอินเดีย มีปัญหาในการสื่อสารบ้าง แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคใด ๆ
มีคนเคยบอกว่า แทกซี่ที่นี่ แพงมาก …ปากว่าไม่เท่าตาเห็นจริง ๆ เราสังเกตได้ว่า ไม่ถึงหนึ่งกิโล มิเตอร์ขึ้น 1-2 ดอลลาร์ (ดอลลาร์ออสเตรเลีย ในตอนนั้น เท่ากับ 30 บาท)
เมื่อถึงโรงแรม Capitol Square Hotel ที่ของไว้ ค่าแทกซี่ ก็ขึ้นมา เป็นเกือบพันบาท
เป็นการนั่งแทกซี่ที่แพงที่สุดเลย 555
เนื่องจากเป็นเวลาเช้า ทางโรงแรม ให้เราจ่ายเงินเพิ่มเพื่อเอาของเข้าห้องพักไว้ แล้วเราก็ลุยกันต่อ…
โรงแรมที่จองไว้ทางอินเตอร์เน็ตนี้ ถือว่าอยู่ในทำเลที่ดีมาก ใกล้สถานีรถไฟ Central Station ซึ่งสามารถไปได้ทั้งในเมือง หรือไปต่างเมือง ใกล้สถานีรถราง รถโคช ในเมื่อใกล้กันออกอย่างนี้
เริ่มเที่ยวดูบ้านดูเมืองกันเลยดีกว่า

รูปโรงแรมมองจากภายนอก เล็ก แต่สมบูรณ์อีกแล้ว

รูปห้องกินข้าวในโรงแรม

ห้องพัก น่านอนทีเดียวนะ
ราคาห้องพักที่นี่ ก็ค่อนข้างถูก เทียบกับโรงแรมอื่น ๆ อาศัยว่าอยู่ใกล้สถานีรถไฟใหญ่ รถเมล์ รถโคช รถราง ใกล้ไชน่าทาวน์ด้วย เดินไปเที่ยวง่าย ก็โอเคแล้วล่ะ
เมื่อเอาของเก็บ พักผ่อนเข้าห้องน้ำ ซัก 15 นาที เราก็ไปเดินหาข้าวเช้ากินกัน ที่ตลาด Paddy’s Market ที่อยู่ใกล้ ๆ ตลาด Paddy นี้ เป็นตลาดนัด ขายของเฉพาะเสาร์-อาทิตย์
เราเดินไปหาของกินบนชั้นสองของตลาด เราเลือกกินอาหารที่ถูกที่สุด ก็คือ แซนด์วิช ราคาก็ปาเข้าไปสองสามเหรียญแล้วล่ะ
จากนั้น ก็มานั่งคิดกันว่า ถ้าขืนวัน ๆ นึงกินข้าวแบบที่อยู่บ้านเรา ไม่ไหวแน่ แพงจัง เลยคิดว่า
ข้าวเช้า กินกับโรงแรมอยู่แล้ว (ค่าห้องพักมีค่าอาหารเช้าแล้ว)
ข้าวกลางวัน เราตัดสินใจว่า จะซื้อกล้วย แอปเปิ้ล จากตลาดข้างล่าง และขนมปังแผ่นไปเยอะ ๆ เอาแยมและเนยจากอาหารเช้า ทาเป็นขนมปังทาแยมไปกินกลางวัน ประหยัดค่าอาหารได้มากโข
ข้าวเย็น เรามากินที่ร้านอาหารจีนในไชน่าทาวน์ จานนึงหลายดอลลาร์อยู่ จึงสั่งข้าวมาแค่สองจาน (จานนึงให้ข้าวอย่างเยอะ) ส่วนแม่ ซึ่งกินน้อยอยู่แล้ว แบ่งข้าวจากของพ่อและของเราไป
ทำแบบนี้ ดีนะ เท่ากับวันนึงจ่ายค่าอาหารแค่มื้อเดียว จากการอด ๆ อยาก ๆ หลังจากกลับจากซิดนีย์ น้ำหนักเราลดไป สองโล และมื้อเย็นในแต่ละมื้อ ก็รู้สึกมีคุณค่า กินเกลี้ยงเลย…
จัดการซื้อผลไม้เสร็จสรรพ เอาไปเก็บ แล้วเดินเที่ยวเบา ๆ เพราะไม่ได้นอนหรอก เครื่องบินเมื่อคืน มาถึงนี่ก็เช้า ตาโหลเหล สู้ต่อไป
เราไปซื้อตั๋วรถไฟ แบบ 7-day pass ที่สถานี Central Station ซึ่งเราได้ลดอีกครึ่งราคาเพราะเป็นนักเรียน
คำนวณต่อเที่ยวแล้ว ถูกใช้ได้เลย
ซื้อเสร็จ เรานั่งรถไฟไปใกล้ ๆ ไปแค่ Darling Harbour เป็นอ่าวที่มีพวก พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ, Underwater World อยู่ เที่ยวจนบ่ายแก่ ๆ ไม่ไหวละ โทรมมาก จากการอดนอนมา…
กลับขึ้นรถไฟ…ก่อนเข้าโรงแรม แวะขึ้นรถรางซะหน่อย จะได้รู้ว่าเป็นไง (ตั๋วรถรางต้องซื้อแยกต่างหาก ไม่รวมใน pass) แล้วก็นอน นอนตั้งแต่ 1 ทุ่ม ยัน 7 โมงเช้าของอีกวันหนึ่งเลย

หอนาฬิกา ของสถานีรถไฟ Central Station มองจากถนนหน้าโรงแรม

ดาร์ลิง ฮาร์เบอร์ Darling Harbour
to be continued…คร้าบ
เขียนแล้วใน ซิดนีย์-แคนเบอร์รา 48 | Tagged: ซิดนีย์, สนามบิน, ห้องพัก, ออสเตรเลีย, Capitol Square, Central Station, Darling Harbour | 6 Comments »
แสดงความเห็นโดย peenpai บน เมษายน 4, 2008
เป็นเรื่องยาก ที่จะนั่งนึก ถึงทริปการเดินทางท่องเที่ยวเก่า ๆ แล้วเอามาเขียน
สามปีที่แล้ว… ตอนนั้น ไม่ได้จดบันทึกอะไรไว้ด้วย
มีเพียงภาพถ่ายในคอม…เราจึงไม่สามารถเรียงร้อยเรื่องราวตามลำดับวันได้ คงเหลือเพียงว่า
ไปที่ไหน เป็นยังไง แต่เท่านั้น ก็คงพอ ที่จะดื่มด่ำกับสุนทรียภาพแห่งการเดินทาง…
เที่ยวออสเตรเลียครั้งนี้
ระยะเวลา 6-7 วัน เป้าหมายหลัก ๆ อยู่ที่ ซิดนีย์ แต่ด้วยความเพลิดเพลิน ทำให้เราสามคนพ่อแม่ลูก ใช้เวลาสองวันสุดท้าย ขับรถเที่ยวรอบ ๆ ซิดนีย์ จนเลยไปหลายร้อยกิโล ถึงนครแคนเบอร์รา…
ถ้าพร้อมแล้ว…
“เที่ยวบินจากกรุงเทพมหานคร สู่นครซิดนีย์ กำลังจะออกแล้ว…ขอให้มีความสุขกับการเดินทางครับ…”

เขียนแล้วใน ซิดนีย์-แคนเบอร์รา 48 | Tagged: การเดินทาง, ซิดนีย์, ออสเตรเลีย, แคนเบอร์รา | 1 ความคิดเห็น »