พ่อครับ…
นึกไม่ถึงว่าวันนี้ จะมาเร็วกว่าที่คิดไว้มาก
วันที่ต้องเขียนถ้อยคำเช่นนี้
ภาพสิ่งที่เคยทำร่วมกัน ที่ผ่านมาในชีวิต สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามา เป็นภาพสีบ้าง ภาพขาว-ดำบ้าง
ภาพสีคงเป็นความทรงจำที่ใหม่ ส่วนภาพขาว-ดำ คงเป็นความทรงจำที่ผ่านช่วงเวลามาหลายปีแล้ว
แม้จะจางเลือนไปบ้าง แต่มั่นใจว่า มันยังไม่ลบเลือนไปไหน
ตอนค่ำ ๆ วันหนึ่ง สิบกว่าปีมาแล้ว
พ่อนอนอ่านหนังสือพิมพ์ อยู่บนฟูกที่วางบนพื้น ป่ายขึ้นไปนอนซ้อนบนหลัง พูดคุยเรื่องข่าวสารบ้านเมือง
จำได้ว่า ตอนนั้น ยังอ่านการ์ตูนที่มากับหนังสือพิมพ์ไม่รู้เรื่อง
พ่อสอนให้… พ่อยังจำได้หรือเปล่า
ค่ำ ๆ ของอีกวันหนึ่ง
ครอบครัวของเรา นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ที่บ้านพัก (แฟลต) ใน กรมยุทธศึกษาทหารบก ขนมปังปี๊บวางอยู่
เราช่วยกันนำขนมปังปี๊บเหล่านั้นใส่ถุงย่อย ๆ เตรียมไปขาย
บางวันกลับดึก สามทุ่ม สี่ทุ่ม เพราะต้องไปส่งขนม เอาเงินมาจุนเจือ เลี้ยงดูครอบครัว
ให้แม่ และป่าย ได้อยู่อย่างสบาย
พ่อยังจำได้หรือเปล่า…
วันที่ต้องขายรถฟอร์ดสีดำ ที่เพิ่งซื้อมาได้ไม่นาน แต่ด้วยราคาที่แพง และเงินที่จะนำมาผ่อน ไม่เพียงพอ เพราะเศรษฐกิจตกต่ำ เราต้องเปลี่ยนมานั่งรถปิ๊กอัพ สีเขียว กัน แม้ว่ามันจะไม่สบายนัก แต่พ่อก็ได้ใช้รถคันนั้น ขับไปทำงาน ไปส่งขนม ตามสหกรณ์ ร้าน โรงพยาบาลต่าง ๆ หลายที่ ป่าย ไม่ค่อยได้ช่วยอะไรมาก ได้แต่นั่งหลับไปในที่นั่งแคบ ๆ แต่อบอุ่นในรถคันเดียวกัน
เช้าตรู่บางวัน ต้องตื่นแต่เช้า ไปรับข้าวแต๋น ที่ส่งมา จากลำปาง
เอาไปขาย ตามที่ต่าง ๆ เพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว
เมื่อก่อน ป่ายเคยคิดว่า ทำไมชีวิตต้องลำบากขนาดนี้
เมื่อเวลาผ่านไปจึงได้รู้ว่า ประสบการณ์ชีวิตเหล่านั้น สอนอะไร หลาย ๆ อย่างไว้มาก
สอนให้รู้ว่า คนเรามีหลายแบบ บางคนมองแต่ที่หน้าตา ฐานะ แค่เปลี่ยนรถจากเก๋งเป็นปิคอัพ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป บางคนคบกัน เพื่อหวังผลตอบแทน
สอนให้รู้ว่า เงินหายากมาก แม้จะส่งขนมหลายที่ แต่ต้นทุน ก็ไม่ใช่ถูก ๆ และด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป ตามแต่ละสถานที่ที่ไปส่ง เงินที่ได้จากแต่ละที่ ก็ใช่ว่าจะมากมายอะไร อาศัยว่า ตระเวนส่งทั่วไป เงินที่มารวมกัน จึงพอจะช่วยได้บ้าง
สอนให้รู้ว่า การจะทำอะไรให้สำเร็จ ต้องใช้ความอดทน และความพยายามเป็นที่ตั้ง พ่อเคยบ่นเคยว่า ว่าป่ายไม่เอาไหน เป็นคนไม่มีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรให้สำเร็จ ป่ายเก็บเอาสิ่งที่พ่อพูด เป็นแรงผลักดัน จนวันนี้ ป่ายหวังว่าคงทำให้พ่อภูมิใจได้บ้าง
พ่อแทบไม่เคยชมป่ายเลย ว่า ดี หรือเก่ง เพราะพ่อรู้ดีว่า ถ้าพูดไปแบบนั้น คนเรา จะไม่เกิดการพัฒนา…
ตอนป่ายอยู่ ป.๔ พ่อไปปฏิบัติภารกิจที่ติมอร์ตะวันออก ไม่อยากให้ไปเลย รู้สึกว่ามันอันตราย
แต่พ่อก็ได้ให้ความมั่นใจว่า จะกลับมาอย่างปลอดภัย
เบี้ยเลี้ยงที่ได้จากการไปปฏิบัติภารกิจครั้งนั้น พ่อนำมาใส่หลังคาให้รถปิ๊กอัพ ไม่ต้องใช้ผ้าพลาสติกคลุมลังปลากรอบจากหนองมนเหมือนเมื่อก่อน
จากนั้น พ่อได้สอบไปเป็น ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบกไทย ประจำกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
พ่อยังเคยพูดให้ฟังเลยว่า “เป็นแค่ลูกชาวสวน แต่ได้ถึงขนาดนี้ ก็พอใจแล้ว…”
ช่วงเวลาที่อยู่อินโดนีเซีย เป็นช่วงเวลาที่สุขสบายที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต พ่อบอกเสมอว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนภาพลวงตา อย่าลืมตัว สิ่งเหล่านี้เหมือนหัวโขน ที่วันหนึ่ง เราก็ต้องถอดออก
ด้วยนิสัยขี้เกรงใจของพ่อทำให้พ่อชอบทำอะไรเองแทบทุกอย่าง แม้จะมีแม่บ้าน มีคนขับรถ แต่พ่อก็ยังชอบทำอะไรด้วยตัวเองอยู่เสมอ และสอนให้เราแม่ลูก รู้จักพึ่งตนเองเป็นหลักเช่นกัน
และชีวิตที่อินโดนีเซีย ก็คือความทรงจำร่วมกันที่ดีที่สุด ของเราสามคน พ่อ-แม่-ลูก
“ติว ตี๊ดิว ตี่ติว ตี๊ติว…” ทำนองเพลงค้างคาวกินกล้วยที่พ่อร้องให้ฟังเวลานอนไม่หลับ… ยังดังก้องอยู่…
แผ่นกระดาษที่มีการเทียบตัวอักษร ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย เช่น B คือ บ.ใบไม้
เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเรียนภาษาอังกฤษ ของป่าย ยังติดตาอยู่เสมอ
พ่อเป็นคนชอบคิดอะไรไม่เหมือนคนทั่วไป ชอบวางแผน เป็นคนมองการณ์ไกล และสิ่งหนึ่งที่พ่อได้วางแนวทางไว้ ก็คืออนาคตของป่าย
พ่อชอบขับรถ พาแม่กับป่ายไปเที่ยว ตามที่ต่างๆ อยู่เสมอ พ่อบอกว่า การเรียนรู้ที่ดีคือการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็น การแสดง Light and Sound เรื่องยุทธหัตถี ที่สุพรรณบุรี การไปนอนดูฝนดาวตกที่นครนายก นอนดูดาวที่ท้องฟ้าจำลอง การนั่งรถไฟในอินโดนีเซีย ไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ที่หมู่ภูเขาไฟ โบรโม
เหล่านี้ คือสิ่งที่พ่อสร้างและเสริมให้ ด.ช.จุลฉัตร เติบโต เป็นนายจุลฉัตร ได้ในวันนี้
วันที่ ๑๐ สิงหาคม ป่ายตื่นมาตามปกติ
รู้สึกแปลกใจมากที่มีคนโทรมาถามเบอร์โทรศัพท์แม่หลายครั้ง
รู้สึกเฉลียวใจ รีบโทรหาพ่อ
ใครจะไปนึกเล่า ว่าคนที่รับสาย จะพูดออกมาว่า “พันเอกมนัส ท่านเสียชีวิตแล้วครับ” แทบไม่มีเวลาให้ทำใจก่อนเลย
เมื่อได้ยินแล้ว รู้สึกเหมือนใจหล่นวูบ มือ เท้า สั่นเทาไปหมด
ไม่กล้าทำอะไรต่อ คิดว่า นี่ต้องเป็นฝันแน่ ๆ อีกไม่นานต้องตื่นจากฝัน และเมื่อโทรศัพท์ไป พ่อต้องตอบกลับมาด้วยเสียงแจ่มใสว่า“เฮ้ยว่าไง”…
อยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฝันร้าย
แต่ฝันร้ายคราวนี้ กลับกลายเป็นจริงขึ้นมา…
แม้ว่าในวันนี้ป่ายจะยังไม่สามารถทำใจได้ทั้งหมด
ถึงแม้ว่า ในวันนี้ ป่ายจะรู้สึกไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจกับอะไรหลาย ๆ อย่าง
แต่ป่ายก็ขอให้พ่อเชื่อใจเถอะว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ จะทำให้ป่ายเป็นคนที่แกร่งขึ้น และป่ายจะพยายาม…
จะพยายามเรียนรู้ เพิ่มประสบการณ์ต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เพื่อดูแลแม่ ผู้เป็นที่รักของพ่อและป่าย
…ให้สมกับที่เป็น ลูก
เป็นลูก ของ พันเอก มนัส กาญจนโอฬารศิริ…
ผู้เป็นพ่อ ที่ดีที่สุดเสมอ ตลอดมา และตลอดไป…
“ขอให้พ่อมีความสุขและอารมณ์ดี เช่นที่เคยเป็น เสมอมา”
ปีนป่าย…