ปีนป่าย

ปีนจากกะลา สู่โลกกว้างที่ ท้าทาย

วันแห่งการจดจำ

แสดงความเห็นโดย peenpai บน พฤศจิกายน 9, 2009

วันนี้ ดอกป๊อปปี้ สีแดง ติดอยู่หน้าอกเสื้อของผู้คนมากมาย

ในอังกฤษ

วันนี้คือวันแห่งการจดจำ วันสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๑ เมื่อเก้าสิบปีที่แล้ว
วันนี้ ที่อนุสาวรีย์ทหารผ่านศึก (Cenotaph) ที่กรุงลอนดอน
สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่สอง ทรงวางพวงมาลา เพื่อแสดงความเคารพ ต่อทหารที่เสียชีวิตในสงคราม
ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลกครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ สงครามที่อัฟกานิสถาน และอิรัก

ล้วนได้รับการแสดงความเคารพ อย่างสมเกียรติ จากพระประมุขแห่งสหราชอาณาจักร และตัวแทนรัฐบาลจากหลาย ๆ ประเทศ
ที่ล้วนเคยเป็นส่วนหนึ่งของ อาณาจักรที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน

เราขออนุญาตใช้พื้นที่เล็ก ๆ ตรงนี้

ร่วมจดจำ ความกล้าหาญของทหารไทยที่ร่วมรบในทุกสงคราม เพราะมีแนวหน้าที่กล้าหาญ แนวหลังจึงอยู่อย่างสงบสุข

ทำให้ประเทศไทย เป็นไท มาจนถึงทุกวันนี้

ขอยกย่อง ท่านทั้งหลายครับ

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก BBC และ รูปภาพจากเว็บ http://www.teddington.richmond.sch.uk/

ติดตามตอนต่อไปครับ…

เขียนแล้วใน สหราชอาณาจักร 2552 | Tagged: | 1 ความคิดเห็น »

เชิญชวน

แสดงความเห็นโดย peenpai บน ตุลาคม 31, 2009

เมื่อไม่นานมานี้

เราได้เปิดบล็อกใหม่อีกบล็อก โดยใช้ชื่อของพ่อ เป็นชื่อบล็อก

http://manask.wordpress.com/

บล็อกนี้ เป็นบล็อกภาษาอังกฤษล้วนครับ ตั้งใจจะเขียนเรื่องที่ค่อนข้างหนักซักหน่อย เป็นบล็อก
ที่ “พยายาม” จะแสดงความคิดเห็น ต่อการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
ของไทยบ้าง ของต่างชาติบ้าง

ถ้าสนใจ ก็ขอเชิญไปเยี่ยมชม แสดงความคิดเห็น และติชมได้ ที่ http://manask.wordpress.com/  ครับผม

สาเหตุที่ตั้งชื่อบล็อกเป็นชื่อของพ่อ ก็เพราะว่า ท่านเป็นคนที่ปลูกฝังให้เราสนใจ วิชาทางด้านนี้ ตั้งแต่เด็ก ๆ
เราชอบคุยเรื่องการเมืองกับพ่อ เพราะพ่อจะเป็นคนที่วิจารณ์การเมืองได้ลึก และไม่เหมือนใคร และที่สำคัญ
ส่วนใหญ่ที่พ่อทำนายไว้ มักจะไม่ผิด

เราเอง ฝีมือยังอ่อนหัดนัก
ต้องใช้เวลาฝึกปรือฝีมือ และฝีสมอง (ฟังดูน่ากลัวเนอะ) อีกพักใหญ่ ๆ

ยังไงก็ขอฝาก บล็อกใหม่นี้ ไว้ในอ้อมใจ ของผู้ที่สนใจด้วยนะครับบบ

โปรดติดตามตอนต่อไป…

เขียนแล้วใน ไม่มีหมวดหมู่ | 3 Comments »

แก่ขึ้นอีกปี

แสดงความเห็นโดย peenpai บน ตุลาคม 26, 2009

ขอบคุณทุก ๆ คนสำหรับคำอวยพร และการ์ด ที่มีให้ในวันเกิดปีนี้

ไม่ว่าคำอวยพรนั้นจะมาเร็ว มาช้า เราก็ยังมีความสุขที่ได้รับเสมอครับ

ปีนี้ ขึ้นเลขสองแล้ว (แค่ข้ามขึ้น ดูแก่ขึ้นเป็นกอง)

ที่เมืองไทย ก็ต้องเรียกว่า บรรลุนิติภาวะ  อะไรที่ปีที่แล้วทำแล้วมันไม่สมควร ก็คงต้อง ลด ละ เลิก
ทำตัวให้สมกับเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ^ ^

เหนือสิ่งอืนใด ในวันเกิด
ต้องขอขอบพระคุณ คุณแม่ ผู้ให้กำเนิด
ขอบคุณแม่ ที่ทนอุ้มท้องมาตั้งเก้าเดือน
ให้ลูกบ้า ๆ คนนี้ ทั้งเตะ ทั้งศอก อยู่ในท้อง
และความเจ็บปวดตอนคลอดนั้น คงยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูด

ไม่ว่าวันไหน ๆ ก็รักแม่แป๋วคนนี้เสมอครับ ^ ^

โปรดติดตามตอนต่อไป…

เขียนแล้วใน สหราชอาณาจักร 2552 | Tagged: | 3 Comments »

วันปิยมหาราช ๒๕๕๒

แสดงความเห็นโดย peenpai บน ตุลาคม 23, 2009

ยี่สิบสามตุลาคมเวียนบรรจบ
พสกไทยน้อมเคารพพระทรงศรี
พระปิยะมหาราชจอมจักรี
ธ ผู้มีสายพระเนตรเขตกว้างไกล

การรถไฟ ไปรษณีย์ ทรงก่อตั้ง
ทั้งรถราง การประปา ทั่วกรุงศรี
อาณาราษฎร์จบสยามทรงปรานี
ทาสเป็นไท ได้เพราะมี พระปิ่นทอง

ทรงเสด็จประพาสต่างประเทศ
ทรงเยือนเขตมหาอำนาจทรงปราศรัย
เพื่อไม่ให้ประเทศตกเป็นของใคร
ให้ขวานทองเป็นของไทยได้เชิดชู

พระบารมี ธ ทรง แผ่ไพศาล
พิสูจน์ผ่าน กาลเวลา ทุกสมัย
พระปิยมหาราชของชาติไทย
ข้าพระพุทธเจ้าขอเทิดไว้ในใจนิรันดร์

นาย จุลฉัตร กาญจนโอฬารศิริ ผู้ประพันธ์ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๒
(บางบาท ยกมาจากที่แต่งไว้เมื่อปีที่แล้ว ครับ)

เขียนแล้วใน สหราชอาณาจักร 2552 | 2 Comments »

ณ เชิงเขา ริมขอบ…

แสดงความเห็นโดย peenpai บน ตุลาคม 14, 2009

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่ได้เกริ่นไว้ตั้งแต่คราวที่แล้ว นั่นก็คือ การไปแคมปิ้งที่ Peak District เมื่อวัน ศุกร์ ที่ ๒ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๔ ตุลาคมที่ผ่านมา

ทริปนี้ เป็นการเตรียมพร้อม ก่อนไปของจริง
เป็นหนึ่งในกิจกรรมของ Duke of Edinburgh Awards ซึ่งรายละเอียดได้พูดถึงไปตอนที่แล้ว

หลังจากหนึ่งสัปดาห์แห่งการตระเวนซื้อของ ทั้งเป้ ถุงนอน และของจุกจิกอีกนานาประการ (พร้อมทั้งเงินที่หายไปเยอะมาก)
ก็ได้เดินทางกันจริง ๆ ซะที
เราออกเดินทางกันตอนบ่ายวันศุกร์ที่ ๒ ตุลาคม
จากสถานีรถไฟเคมบริดจ์ เรานั่งรถไฟขึ้นไปทางเหนือ จากเคมบริดจ์ ไปเปลี่ยนรถไฟที่สถานี Peterborough (อ่านว่า ปีเตอร์โบเร่อะ)
แล้วก็นั่งต่อไปถึงสถานี Sheffield ก่อนจะเปลี่ยนรถไฟอีกครั้ง ไปลงที่หมู่บ้าน Edale
หมู่บ้าน Edale ตั้งอยู่ริมๆ  อุทยานแห่งชาติ Peak District ซึ่งกินอาณาเขตกว้างใหญ่มาก ทริปนี้จึงเป็นแค่ “ริมขอบ” เท่านั้น

DSC04053
เพิ่งลงจากรถไฟหมาด ๆ

เมื่อถึงแล้ว ก็จัการตั้งเตนท์กัน เพื่อนที่รู้วิธีการ ก็มาช่วยสอนเพื่อนที่ไม่รู้ (อย่างเรา) และช่วยกันตั้งเตนท์
บางเตนท์ ก็นอนได้คนเดียว สองคน และสามคน เราได้อยู่ในเตนท์ที่ใหญ่ที่สุด ที่นอนกันสามคน
กางเตนท์เสร็จก็เป็นเวลาห้าโมงเย็น ได้เวลาทำกับข้าวมื้อแรกกันแล้ว
ภาชนะที่มีให้ ก็มีหม้อสนาม แก๊สสนาม
เราก็เอาซุป กันไป เอาอะไรไปมากไม่ได้ เพราะมันจะหนักกระเป๋า นอกจากซุปก็มีขนมปัง แอบเปิ้ล และชอคโกแลตแท่ง
เน้นพลังงานและความอิ่ม ไม่เน้นความอร่อยครับ ^ ^

วันต่อมา เราฝึกเดินทางไกล ขึ้นเขา ซึ่งลมแรงมาก ๆ
จริง ๆ ต้องต่อไม้ยมกไปอีกซักสิบตัว ให้อธิบายยังไงก็คงไม่ตรง มันแรง แบบว่าถ้าเผลอนี่ก็แทบจะพัดเราล้มได้เลย
ยิ่งขึ้นไปสูง ลมก็ยิ่งแรง ในวันนี้ จึงขึ้นไปไม่ถึงยอดเนินเขา (เขา ที่พูดถึงนี่ไม่ได้สูงเหมือนดอยอินทนนท์นะครับ เตี้ยกว่าเยอะมาก เป็นเนินเขาเท่านั้นเอง)
บรรยากาศข้างทาง ก็มีแกะ มีวัว มีฟาร์ม มีทุ่ง
อธิบายต่อด้วยภาพละกันครับ

DSC04064

DSC04095
อันนี้เป็นที่ตั้งแคมป์ ของพวกเราอยู่ทางซ้ายมือ ทางขวาเป็นของคนอื่น

DSC04101
เช้าวันอาทิตย์ เราต้องเดิน โดยแพคของเต็มที่ใส่เป้ (หนักเหมือนกันแต่ไม่เท่าวันแรกที่มาถึง)
การเดินในวันนี้ เราต้องกำหนดเส้นทางเอง แล้วกลับไปถึงสถานีรถไฟให้ทันบ่ายสองโมง

DSC04114
ระยะทางอันยาวไกล และสองข้างทางอันสวยงาม

 

DSC04119
แกะ…ตัวน้อย ๆ ขนขาว ๆ

ในวันอาทิตย์ ทางที่เราเลือกเดินกันไปนั้น ใช้เวลานานเกินไป อาจารย์ที่คุมไป เดินสวนมาอีกทาง แล้วบอกว่า คงทำเวลาไม่ทัน
ต้องเดินกลับทางเดิม
ถึงแม้จะไปไม่ถึงยอด แต่ประสบการณ์และบทเรียนที่ได้ ก็คุ้มค่าแล้ว

เชิงเขา ริมขอบ จึงเป็นประสบการณ์การเดินทางไกลครั้งแรกในประเทศอังกฤษ
แม้จะไปไม่ถึงยอดเขา อยู่แค่ริมขอบ
แต่หนทางระหว่างทางก็สวยงามเสมอ

ติดตามตอนต่อไป…

เขียนแล้วใน สหราชอาณาจักร 2552 | Tagged: , , | 5 Comments »

เดินไปจิบชา

แสดงความเห็นโดย peenpai บน ตุลาคม 5, 2009

เมื่อวันอาทิตย์ ก่อนสิ้นเดือน กันยายน (ไม่ใช่เมื่อวาน)

เดินไปจิบชา กับขนมหวาน ร่วมกับอาจารย์ที่โรงเรียนและเพื่อน ๆ  ที่หมู่บ้าน Grantchester ห่างจากเคมบริดจ์ไปประมาณ ๓ ไมล์ ไปกลับ ก็ ๖ ไมล์

ต้องบอกก่อนว่า การเดิน ไกล ๆ เป็นกิจกรรมที่คนอังกฤษชอบทำมากเหมือนกัน กิจกรรมนี้เค้าเรียกกันว่า “Walk”
เช่น “เสาร์อาทิตย์นี้ จะไปวอล์คที่ …(เมืองนั้นเมืองนี้)”  เป็นต้น

การเดินไป Grantchester จึงเป็นการฝึกเดิน ก่อนจะไปแคมปิ้ง สองคืนสามวัน ที่ต่างจังหวัด กับเพื่อน ๆ
ซึ่งการจะไปแคมปิ้งนี้ เป็นหนึ่งในกิจกรรมของ Duke of Edinburgh Awards 
Duke of Edinburgh Awards มีห้ากิจกรรมหลัก คือ 
๑.) ช่วยเหลือชุมชน (กิจกรรมอาสาสมัคร) 
๒.) กีฬา (เล่นกีฬาหนึ่งชนิด ต่อเนื่อง)
๓.) Skills (จะเป็นอะไรก็ได้ เรียนภาษา ดนตรี แต่ต้องต่อเนื่อง)
๔.) Residential Project ต้องไปอยู่ในที่ห่างไกลบ้าน ไม่คุ้นเคย เป็นเวลา ประมาณ ๕ วัน ทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่นั่น
และ ๕.) Expedition ก็คือการไปแคมปิ้ง ซึ่งของจริงต้องไปประมาณ ๕ คืน ๔ วัน

การไปแคมปิ้งอาทิตย์ต้นเดือนตุลา ก็คือไปซ้อมก่อน
เดี๋ยวคราวหน้าจะเอารูปแคมปิ้ง มาลง

เอ้า กลับมาเรื่อง Grantchester
ที่หมู่บ้านนี้มีร้านน้ำชาอยู่ร้านนึงชื่อว่า The Orchad โด่งดังมาก
เราก็ไปพักดื่มชา กับขนมหวาน ที่เรียกว่า “Scone” (สะโคน) กัน กินแล้วหายเหนื่อยเลย

ระหว่างทางมีต้น Blackberries ให้หยิบกินตามใจชอบ
บางคนก็เอาตะกร้ามาใส่ เอาไปทำแยมเลยก็มี
เพ้อเจ้อมามาก ดูรูปกันดีกว่า

DSC04036
ทางเดิน ออกจากความวุ่นวายของเมืองเคมบริดจ์

DSC04040
เห็นเมืองลิบ ๆ

DSC04043
ทางเดินริมแม่น้ำ เข้าใจว่าน่าจะเป็นแม่น้ำแคม (Cam) ซึ่งเป็นแม่น้ำหลักของเคมบริดจ์ ติดเพื่อนร่วมเดินทางมาด้วย

DSC04048
ชา (ใส่นม) กับ สะโคน…ชิ้นยักษ์
สะโคน ส่วนมาก ต้องทาแยม และครีม อย่างที่เห็น กินกันอิ่มเลยทีเดียว

DSC04049
หลบหน่อย พระเอกมา
ไม่เคยเห็นวัวใกล้ ๆ ขนาดนี้มาก่อน ยิ่งเดินไปใกล้ ๆ ยิ่งรู้สึกว่ามันก็น่ารักดี ^ ^ ๕๕๕

ติดตามตอนต่อไป ไม่ช้านี้ครับ…

เขียนแล้วใน สหราชอาณาจักร 2552 | Tagged: | 4 Comments »

เปิดเทอม…

แสดงความเห็นโดย peenpai บน กันยายน 27, 2009

เดือนกันยา เปิดเทอม ใหม่ ขึ้น เอเลเวล ปีที่สอง ที่เรียกกันว่า A2

ปีนี้ การเรียนก็จะเข้มขึ้นกว่าเดิม ที่ผ่านมาช่วงเปิดเทอมใหม่ ๆมีอะไรต้องทำหลายอย่าง เลยไม่ได้มาอัพบล็อกหลายอาทิตย์

เมื่อวาน ได้ไป ทำกิจกรรมอาสาสมัคร ของ CamSight ซึ่งเป็นหน่วยงานเพื่อคนตาบอด ของเคมบริดจ์
งานใหม่ของเรา ก็คือ ไปช่วยอ่านจดหมาย ให้กับคุณลุง คนนึง ซึ่งแก่มากแล้ว สายตาเลยไม่แข็งแรงเหมือนเดิม

คุณลุงท่าทางใจดี และคุยสนุก ท่านอยู่ที่บ้านพัก คนชรานอกเมืองเคมบริดจ์ไปทางเหนือ
เมื่อเข้าไปในบ้านพัก ต้องบอกเลยว่า น่าอยู่มากเลย มีคนน่ารัก ๆ ใจดี ๆ คอยดูแลผู้สูงอายุเหล่านี้
บรรยากาศอบอุ่น

เรานัดวัน ว่าครั้งต่อไปจะเจอกันวันไหน เวลาอะไร

คิดว่าคราวหน้าที่ไปหาคุณลุง จะได้เรื่องราวดีดีมาเสมอ

ติดตามตอนต่อไปครับ ^ ^…

เขียนแล้วใน สหราชอาณาจักร 2552 | 1 ความคิดเห็น »

พ่อครับ…

แสดงความเห็นโดย peenpai บน สิงหาคม 28, 2009

พ่อครับ…

นึกไม่ถึงว่าวันนี้ จะมาเร็วกว่าที่คิดไว้มาก
วันที่ต้องเขียนถ้อยคำเช่นนี้

            ภาพสิ่งที่เคยทำร่วมกัน ที่ผ่านมาในชีวิต สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามา เป็นภาพสีบ้าง ภาพขาว-ดำบ้าง
ภาพสีคงเป็นความทรงจำที่ใหม่ ส่วนภาพขาว-ดำ คงเป็นความทรงจำที่ผ่านช่วงเวลามาหลายปีแล้ว
แม้จะจางเลือนไปบ้าง แต่มั่นใจว่า มันยังไม่ลบเลือนไปไหน

ตอนค่ำ ๆ วันหนึ่ง สิบกว่าปีมาแล้ว
พ่อนอนอ่านหนังสือพิมพ์ อยู่บนฟูกที่วางบนพื้น ป่ายขึ้นไปนอนซ้อนบนหลัง พูดคุยเรื่องข่าวสารบ้านเมือง
จำได้ว่า ตอนนั้น ยังอ่านการ์ตูนที่มากับหนังสือพิมพ์ไม่รู้เรื่อง
พ่อสอนให้… พ่อยังจำได้หรือเปล่า

ค่ำ ๆ ของอีกวันหนึ่ง
ครอบครัวของเรา นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ที่บ้านพัก (แฟลต) ใน กรมยุทธศึกษาทหารบก ขนมปังปี๊บวางอยู่
เราช่วยกันนำขนมปังปี๊บเหล่านั้นใส่ถุงย่อย ๆ เตรียมไปขาย

บางวันกลับดึก สามทุ่ม สี่ทุ่ม เพราะต้องไปส่งขนม เอาเงินมาจุนเจือ เลี้ยงดูครอบครัว
ให้แม่ และป่าย ได้อยู่อย่างสบาย
พ่อยังจำได้หรือเปล่า…

วันที่ต้องขายรถฟอร์ดสีดำ ที่เพิ่งซื้อมาได้ไม่นาน แต่ด้วยราคาที่แพง และเงินที่จะนำมาผ่อน ไม่เพียงพอ เพราะเศรษฐกิจตกต่ำ เราต้องเปลี่ยนมานั่งรถปิ๊กอัพ สีเขียว กัน แม้ว่ามันจะไม่สบายนัก แต่พ่อก็ได้ใช้รถคันนั้น ขับไปทำงาน ไปส่งขนม ตามสหกรณ์ ร้าน โรงพยาบาลต่าง ๆ หลายที่ ป่าย ไม่ค่อยได้ช่วยอะไรมาก ได้แต่นั่งหลับไปในที่นั่งแคบ ๆ แต่อบอุ่นในรถคันเดียวกัน

เช้าตรู่บางวัน ต้องตื่นแต่เช้า ไปรับข้าวแต๋น ที่ส่งมา จากลำปาง
เอาไปขาย ตามที่ต่าง ๆ เพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว

เมื่อก่อน ป่ายเคยคิดว่า ทำไมชีวิตต้องลำบากขนาดนี้
เมื่อเวลาผ่านไปจึงได้รู้ว่า ประสบการณ์ชีวิตเหล่านั้น สอนอะไร หลาย ๆ อย่างไว้มาก

สอนให้รู้ว่า คนเรามีหลายแบบ บางคนมองแต่ที่หน้าตา ฐานะ แค่เปลี่ยนรถจากเก๋งเป็นปิคอัพ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป บางคนคบกัน เพื่อหวังผลตอบแทน

สอนให้รู้ว่า เงินหายากมาก แม้จะส่งขนมหลายที่ แต่ต้นทุน ก็ไม่ใช่ถูก ๆ และด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป ตามแต่ละสถานที่ที่ไปส่ง เงินที่ได้จากแต่ละที่ ก็ใช่ว่าจะมากมายอะไร อาศัยว่า ตระเวนส่งทั่วไป เงินที่มารวมกัน จึงพอจะช่วยได้บ้าง

สอนให้รู้ว่า การจะทำอะไรให้สำเร็จ ต้องใช้ความอดทน และความพยายามเป็นที่ตั้ง พ่อเคยบ่นเคยว่า ว่าป่ายไม่เอาไหน เป็นคนไม่มีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรให้สำเร็จ ป่ายเก็บเอาสิ่งที่พ่อพูด เป็นแรงผลักดัน จนวันนี้ ป่ายหวังว่าคงทำให้พ่อภูมิใจได้บ้าง

พ่อแทบไม่เคยชมป่ายเลย ว่า ดี หรือเก่ง เพราะพ่อรู้ดีว่า ถ้าพูดไปแบบนั้น คนเรา จะไม่เกิดการพัฒนา…

ตอนป่ายอยู่ ป.๔ พ่อไปปฏิบัติภารกิจที่ติมอร์ตะวันออก ไม่อยากให้ไปเลย รู้สึกว่ามันอันตราย
แต่พ่อก็ได้ให้ความมั่นใจว่า จะกลับมาอย่างปลอดภัย
เบี้ยเลี้ยงที่ได้จากการไปปฏิบัติภารกิจครั้งนั้น พ่อนำมาใส่หลังคาให้รถปิ๊กอัพ ไม่ต้องใช้ผ้าพลาสติกคลุมลังปลากรอบจากหนองมนเหมือนเมื่อก่อน

จากนั้น พ่อได้สอบไปเป็น ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบกไทย ประจำกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
พ่อยังเคยพูดให้ฟังเลยว่า “เป็นแค่ลูกชาวสวน แต่ได้ถึงขนาดนี้ ก็พอใจแล้ว…”

ช่วงเวลาที่อยู่อินโดนีเซีย เป็นช่วงเวลาที่สุขสบายที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต พ่อบอกเสมอว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนภาพลวงตา อย่าลืมตัว สิ่งเหล่านี้เหมือนหัวโขน ที่วันหนึ่ง เราก็ต้องถอดออก  

ด้วยนิสัยขี้เกรงใจของพ่อทำให้พ่อชอบทำอะไรเองแทบทุกอย่าง แม้จะมีแม่บ้าน มีคนขับรถ แต่พ่อก็ยังชอบทำอะไรด้วยตัวเองอยู่เสมอ และสอนให้เราแม่ลูก รู้จักพึ่งตนเองเป็นหลักเช่นกัน

และชีวิตที่อินโดนีเซีย ก็คือความทรงจำร่วมกันที่ดีที่สุด ของเราสามคน พ่อ-แม่-ลูก

“ติว ตี๊ดิว ตี่ติว ตี๊ติว…” ทำนองเพลงค้างคาวกินกล้วยที่พ่อร้องให้ฟังเวลานอนไม่หลับ… ยังดังก้องอยู่…

แผ่นกระดาษที่มีการเทียบตัวอักษร ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย เช่น B คือ บ.ใบไม้
เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเรียนภาษาอังกฤษ ของป่าย ยังติดตาอยู่เสมอ

พ่อเป็นคนชอบคิดอะไรไม่เหมือนคนทั่วไป ชอบวางแผน เป็นคนมองการณ์ไกล และสิ่งหนึ่งที่พ่อได้วางแนวทางไว้ ก็คืออนาคตของป่าย
พ่อชอบขับรถ พาแม่กับป่ายไปเที่ยว ตามที่ต่างๆ  อยู่เสมอ พ่อบอกว่า การเรียนรู้ที่ดีคือการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็น การแสดง Light and Sound เรื่องยุทธหัตถี ที่สุพรรณบุรี การไปนอนดูฝนดาวตกที่นครนายก  นอนดูดาวที่ท้องฟ้าจำลอง การนั่งรถไฟในอินโดนีเซีย ไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ที่หมู่ภูเขาไฟ โบรโม

 

เหล่านี้ คือสิ่งที่พ่อสร้างและเสริมให้ ด.ช.จุลฉัตร เติบโต เป็นนายจุลฉัตร ได้ในวันนี้

วันที่ ๑๐ สิงหาคม ป่ายตื่นมาตามปกติ

รู้สึกแปลกใจมากที่มีคนโทรมาถามเบอร์โทรศัพท์แม่หลายครั้ง
รู้สึกเฉลียวใจ รีบโทรหาพ่อ

ใครจะไปนึกเล่า ว่าคนที่รับสาย จะพูดออกมาว่า “พันเอกมนัส ท่านเสียชีวิตแล้วครับ” แทบไม่มีเวลาให้ทำใจก่อนเลย

เมื่อได้ยินแล้ว รู้สึกเหมือนใจหล่นวูบ มือ เท้า สั่นเทาไปหมด
ไม่กล้าทำอะไรต่อ คิดว่า นี่ต้องเป็นฝันแน่ ๆ อีกไม่นานต้องตื่นจากฝัน และเมื่อโทรศัพท์ไป พ่อต้องตอบกลับมาด้วยเสียงแจ่มใสว่า“เฮ้ยว่าไง”…

อยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฝันร้าย

แต่ฝันร้ายคราวนี้ กลับกลายเป็นจริงขึ้นมา…

 

แม้ว่าในวันนี้ป่ายจะยังไม่สามารถทำใจได้ทั้งหมด
ถึงแม้ว่า ในวันนี้ ป่ายจะรู้สึกไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจกับอะไรหลาย ๆ อย่าง

แต่ป่ายก็ขอให้พ่อเชื่อใจเถอะว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ จะทำให้ป่ายเป็นคนที่แกร่งขึ้น และป่ายจะพยายาม…

จะพยายามเรียนรู้ เพิ่มประสบการณ์ต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เพื่อดูแลแม่ ผู้เป็นที่รักของพ่อและป่าย  

…ให้สมกับที่เป็น ลูก

เป็นลูก ของ พันเอก มนัส กาญจนโอฬารศิริ…
ผู้เป็นพ่อ ที่ดีที่สุดเสมอ ตลอดมา และตลอดไป…

“ขอให้พ่อมีความสุขและอารมณ์ดี เช่นที่เคยเป็น เสมอมา”

 

ปีนป่าย…

เขียนแล้วใน ปีนป่าย around the clock | Tagged: , | 9 Comments »

สนุกกับชู้

แสดงความเห็นโดย peenpai บน สิงหาคม 8, 2009

วันนี้ไปดูคนเขามีชู้กัน!

ในโรงหนังครับ
วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์นี้ ที่พารากอนซีนีเพล็กซ์ เขามีการจัดฉายหนังไทยเก่า  ที่ใช้ภาคใต้เป็นสถานที่ถ่ายทำ
ชื่อเทศกาลน่ารักว่า “แลหนัง ล่องใต้”
ในวันนี้ เรากับเพื่อนเดินเลียบ ๆ เคียง ๆ อยู่ที่เคาน์เตอร์ ว่าจะดูหนังเรื่องอะไรดี
ในที่สุด ก็ เลือกไม่ได้…

ลองถามพี่ที่เคาน์เตอร์ ว่าถ้าจะดูเรื่องนึง ในสามเรื่อง ที่ฉายในตอนเที่ยงถึงบ่าย ๆ มีอะไรน่าดู พี่เค้าบอก “พี่เลือกชู้ ค่ะ”
เอ้า ชู้ ก็ ชู้…

ตอนก่อนดู เราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะหนังก็เก่าแล้ว (ปี ๒๕๑๕ แน่ะ) และเนื้อเรื่อง เมื่อฟังจากชื่อเรื่องแล้ว ก็คงไม่มีอะไรมาก
แต่หลังจากดูจบ ต้องขอบอกว่า เป็นหนังไทยที่ดีมากเรื่องหนึ่งในทีเดียว
ตัวแสดงหลัก มีแค่ สาม สี่คน แต่ก็มีการดำเนินเรื่องที่หักมุม และสนุก ชวนติดตามตลอด
เรียกว่า “เนื้อแน่น” เลยก็ว่าได้

การแสดงของนักแสดงก็เป็นไปอย่างรื่นไหล
จนต้องคิดทบทวนหลายรอบว่านี่คือหนังปี ๒๕๑๕ สร้างและฉาย ตั้งแต่ก่อนเราเกิดเป็นสิบกว่าปี

หนังไทยปัจจุบันก็น่าจะเอาเรื่องนี้ไว้ศึกษา ทั้งในเรื่องของความ “อิน” ในบท ของนักแสดง
และเนื้อเรื่องที่แน่น อย่างหนังเรื่องนี้
ในความคิดของเรา หนังไทยในปัจจุบันบางเรื่อง ภาพสวย นักแสดงใส เสียงประกอบ เอฟเฟกต์เพียบ แต่ขาดความพร้อมทั้งในส่วนของเนื้อหา และนักแสดง

ทำให้หนังไทยเก่า ๆ เรื่องนี้ ชนะหนังไทยใหม่ ๆ บางเรื่องได้อย่างขาดลอย ในความคิดของเรา

ขอชื่นชมชู้ ครับ…
reply33191_coo1

ติดตามตอนต่อไปครับ…

เขียนแล้วใน ไม่มีหมวดหมู่ | Tagged: , | 2 Comments »

อีสาน…คลาสสิค!

แสดงความเห็นโดย peenpai บน สิงหาคม 6, 2009

เมื่อวานนี้ (๕ สิงหาคม ๒๕๕๒) ได้มีโอกาสไปฟังอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ มาพูดคุยให้ฟัง ในหัวข้อที่ชื่อ “วิถีไทยในอีสาน”
งานนี้ เรารู้มาจากพี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน ที่มีแนวคิดจะสัมภาษณ์อาจารย์ตามหัวข้อที่แบ่ง ๆ ไว้ แต่เห็นว่าสัมภาษณ์กันสองคนก็คงไม่สนุกเท่ากับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการซักถามจากนักเรียน(โข่ง) คนอื่น ๆ ด้วย

จริง ๆ แล้ว กิจกรรมนี้จัดมาหลายครั้งแล้วครับ แต่เราเพิ่งจะมีโอกาสได้ไปร่วม เมื่อวานนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งที่ ๔ ครั้งนี้ ก็อย่างหัวข้อ เป็นตอน “วิถีไทยในอีสาน”
อาจารย์ยงยุทธ ท่านเป็นอาจารย์สอนในคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย หลังจากที่ได้ฟังท่านแล้ว ต้องขอชื่นชมท่านว่าเป็นตนที่รู้ลึก ชนิดที่ว่า รู้ถึงต้นกำเนิด และสอนให้พวกเราได้รู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง มีสาเหคุ มีที่มาที่ไป ของมันทั้งสิ้น

การพูดคุยกันเริ่มตั้งแต่เรื่องของแผ่นดินอีสาน อาจารย์เล่าว่า เป็นแผ่นดินที่เก่าแก่ที่สุดของสยามประเทศ เมื่อก่อน อีสานก็เป็นทะเลตื้น ๆ เหมือนอ่าวไทย เมื่อแผ่นดิน (tectonic plate) ที่ชื่อว่า ฉานไทย ชนกับยูเรเซีย อีสานจึงกลายเป็นทะเลปิด ซึ่งก็ทำให้น้ำทะเลตกตะกอน ระเหยไปเรื่อย ๆ จนเมื่ออนุทวีปอินเดียชนกับยูเรเซียอย่างแรง ทะเลปิดที่ว่านี้ ยกตัวขึ้น กลายเป็นดินแดนที่ราบสูงอันเก่าแก่ของไทย
อาจารย์เชื่อว่า อีสานนี้ มีอายุมากกว่า ๔๐๐ ล้านปีมาแล้ว

ด้วยความที่อีสาน เคยเป็นทะเลมาก่อน เกลือจึงเยอะ และนำมาทำเป็นเกลือสินเธาวุ์ได้ แต่เกลืออีสานนี้ ก็แตกต่างจากเกลือสมุทร ตรงที่ไม่มีไอโอดีน และมีแร่ธาคุไม่เยอะเท่าเกลือสมุทร สาเหตุเป็นเพราะการตกตะกอนของแร่ธาตุในทะเลปิดอีสาน ที่ตกตะกอนเป็นชั้น ๆ ชั้นหนึ่ง ๆ แร่ธาตุก็จะมีอยู่ชนิดเดียว เกลือสินเธาวุ์หนึ่งเม็ด จึงมีแร่ธาตุและสรรพคุณไม่เหมือนเกลือสมุทรที่ได้จากน้ำทะเลทางภาคอื่น ๆ ของไทย

อาจารย์ให้ความรู้ในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ของอีสานว่าอีสานเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เพราะเกิดจากการตกตะกอนของน้ำทะเล หลายร้อยล้านปีก่อน และตามความเห็นของอาจารย์ การสร้างเขื่อนในอีสาน เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะเขื่อนจะทำให้น้ำที่เก็บไว้ (เยอะนะ) ซึมลงชั้นหิน ลงไปจนถึงชั้นเกลือ น้ำมันไปไหนไม่ได้ในแนวดิ่ง ก็ไหลแนวราบ ละลายเกลือ ที่อยู่ใต้ดิน ทำให้แผ่นดินอีสาน เกิดปัญหาดินเค็ม… นี่อาจจะเป็นต้นตอของปัญหา ว่าทำไมอีสานจึงแห้งแล้ง ในสายตา ของคนทั่วไป…

เกร็ดความรู้เรื่องข้าว เป็นสิ่งที่เราสนใจและชอบมาก
ข้าวในสมัยก่อน ที่มีการดำนา เค้าจะปักดำทีละ ๓ ต้น (ต้นกล้า) แต่ละต้นแตกกอออกมา ๑๕ กอ เพราะฉะนั้น ในแต่ละจุดที่ปักดำลงไป จะมีข้าวถึง ๔๕ กอ นี่ทำให้เวลาต้นข้าวโตขึ้นเรื่อย ๆ มันจะบังแดด แสงแดดส่องมาไม่ถึงพื้น หญ้า ที่เป็นวัชพืชของข้าว จึงเจริญไม่ได้ ตายหมด ไม่ต้องใช้ยาปราบวัชพืช ในปัจจุบัน เป็นนาหว่าน ช่องว่างให้แสงแดดส่องถึง ก็จะทำให้วัชพืชใต้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี ทำให้ต้องใช้ยาปราบวัชพืชที่เป็นสารเคมีมากขึ้น
ปุ๋ย ในสมัยก่อนก็ไม่ต้องใช้ เพราะใช้วัวควายไถนา เวลามันไถนา มันจะถ่ายออกมาด้วย เป็นปุ๋ยคอกชั้นดี

เราเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำพูดของอาจารย์ที่ว่า ในปัจจุบันนี้ เราพยายามปรับธรรมชาติให้เข้ากับตัวเรา ในขณะที่คนไทยสมัยก่อน พยายามปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ คนไทยสมัยก่อน ซึ่งเป็นนักสังเกต ได้สั่งสมภูมิปัญญาไทยไว้มากมาย คนไทยในปัจจุบันกลับเอาอย่างแนวความคิดต่างชาติ ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศที่แตกต่างจากบ้านเรามาก

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความรู้ที่ได้ คราวหน้า จะมีขึ้นในวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๒ ที่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ใกล้ ๆ พี่ก้อง ทรงกลด คงจะแจ้งรายละเอียดในเรื่องสถานที่และเวลาให้ทราบอีกทีหนึ่งครับ

www.lonelytrees.net คือเว็บไซต์ของพี่ก้อง สามารถเข้าไปติดตาม ข่าวสาร และเรื่องราวดีดีเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ที่นี่ครับ

วันนี้เรื่องราวมากมาย ยาวเหลือเกิน ขอบคุณที่อ่านมาจนจบ

แล้วติดตามตอนต่อไปนะครับ…

เขียนแล้วใน ปีนป่าย around the clock | Tagged: , , | 1 ความคิดเห็น »