RSS

ว่าด้วยวัฒนธรรมการอ่าน กับ “วัฒนธรรมชุบแป้งทอด”

เพิ่งได้ดูรายการ “วัฒนธรรมชุบแป้งทอด” ตอน “ทำไมไม่อ่าน” จบไป

ต้องบอกเลยครับว่าเป็นเทปที่ดีที่สุดเลย (สำหรับผมนะครับ)

ผมเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาแต่ไหนแต่ไร และก็อ่านหลายอย่าง แต่มีความรู้สึกว่า มันไม่เท่ มันไม่ “คูล” ถ้าบอกใครว่าชอบอ่านหนังสือ ความคิดแรกของเพื่อน หรือคนที่คุยด้วย คงคิดว่า “ไอ้นี่เนิร์ด” ทั้งๆที่หนังสือที่ผมอ่านส่วนใหญ่เป็นพวกวรรณกรรม และหนังสืออ่านเล่น นิยายอิงประวัติศาสตร์ 

ผมตั้งคำถามตลอดเวลา ว่าทำไมคนที่อังกฤษ การพกหนังสืออ่านเล่นติดตัวเป็นเรื่องปกติ การถามคำถามที่ว่า “ตอนนี้อ่านอะไรอยู่” เป็นคำถามที่ปกติและธรรมดาพอๆ กับการถามว่า “วันนี้เป็นไงบ้าง” “กินข้าวกับอะไร” และทำไม ห้องสมุดไทยถึงไม่เอื้อต่อการอ่าน มันอยู่ที่วัฒนธรรม การพัฒนา หรืออะไรกันแน่

อาจจะด้วยความที่เป็นลูกคนเดียว เลยใช้เวลาไปกับหนังสือค่อนข้างเยอะ พ่อแม่ก็สนับสนุนเต็มที่ ชนิดที่ว่า มีหนังสือมากกว่าของเล่น มากกว่าเกม 
หนังสือจึงเป็นตัวบ่มเพาะความคิด ความฝันของผมมาตลอด

ได้ดูรายการเทปนี้ ก็รู้สึกว่าทางรายการ ได้ “ถาม” แทนผมหลายๆข้อ มีคำตอบ ที่แม้ว่ายังไม่สมบูรณ์ซะทีเดียว แต่ก็ชื่นใจว่ายังมีคนเป็นห่วง มีคนเห็นว่ามันเป็นปัญหา และที่สำคัญ มีคนที่เริ่ม ดำเนินการ แก้ไขแล้ว

ผมจึงขอเชิญชวนทุกท่าน สดับรับฟังรับชมกันได้ตามลิงค์ด้านล่างครับ

http://www.youtube.com/watch?v=42eu509o50s

 
1 ความเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 01/03/2014 in ปีนป่าย around the clock

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

The News Quiz!

สวัสดีวันวาเลนไทนส์ครับ

อย่างที่ได้เกริ่นไว้เมื่อวาน

ผมได้ขอตั๋วไปเป็นส่วนหนึ่งในการอัดรายการ The News Quiz ที่ห้องส่งวิทยุ BBC เมื่อวานนี้

 

จริงๆ แล้วจะเล่าให้ฟังว่าตอนแรก ไม่ได้อยากจะไปฟังรายการถึงที่อะไรหรอกครับ แค่อยากไปเห็น “ห้องข่าว” BBC Newsroom บ่อยๆ เท่านั้นเอง กลับมาจากทัวร์บีบีซี ตอนนั้นก็เลยนั่งหาว่า มีทางไหนที่จะได้เข้าไปในตึก บีบีซี ตามประสา คนบ้าข่าว ‘News Junkie’ ที่สำคัญ ต้อง “ไม่เสียตังค์” ด้วยครับ

 

http://www.bbc.co.uk/showsandtours/shows/tickets/radio

 

และนี่ก็คือเว็บไซต์ที่เอาไว้ขอตั๋วได้ ซึ่งบีบีซี จัดไว้ให้ประชาชนทั่วไป ขอตั๋วเข้าไปนั่งเป็นผู้ชม ผู้ฟังในห้องส่งได้ฟรีๆ เลย 

ซึ่งวิธีการขอ ก็จะคล้ายๆ กันคือใส่ชื่อ ใส่อายุ ที่อยู่ อีเมล์ ลงไป บางรายการขอได้สี่ใบ บางรายการ อย่างเมื่อวานที่ผมไป ขอได้สองใบ เพราะเป็นรายการที่เป็นที่นิยมครับ จากนั้น BBC ก็จะส่งเมล์มาบอก พร้อมตั๋ว (ถ้าได้) ถ้าไม่ได้ อาจจะไม่มีเมล์มา หรือไม่บอกอะไรเลยก็ได้ 

 

มาพูดถึงรายการ The News Quiz กันดีกว่าครับ

รายการนี้ จากการค้นคว้าของผม (ในวิกิพีเดีย) ก็พบว่า เป็นรายการวิทยุของ BBC Radio 4 ที่มีมานานแล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ.1977 (พ.ศ.2520) นู่นแน่ะ 

ลักษณะของรายการ เป็นรายการที่เอาข่าวดังๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในอังกฤษ และในต่างประเทศ ในช่วงนั้น มาทำให้ขำ โดยอาจจะเป็นการล้อเลียน เติมมุก ยังไงก็ได้ แต่ไม่ใช่เป็นรายการตลกประเภทใช้คำหยาบ ด่าๆ แล้วก็ไม่ใช่แบบ stand-up comedy เพราะมีผู้เข้าร่วมรายการราว 4-5 คน 

 

อธิบายค่อนข้างยาก เพราะเป็นรายการแบบอังกฤษๆ ที่ยังไม่เคยเห็นในบ้านเรา

 

โดยรายการนี้ เป็นรายการที่มีชื่อเสียงมากของบีบีซี (อยู่มานานมาก อย่างซีรีย์เมื่อวานก็เป็นซีรีย์ที่ 83) เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดรายการทำนองนี้ แต่แพร่ภาพทางทีวี และดังมากอีกรายการหนึ่งคือ Have I got news for you ครับ ลองเสิร์ชหาในยูทูป หรือ BBC iPlayer น่าจะพอจับทางได้คร่าวๆครับ

 

ไกด์ที่พาทัวร์บีบีซีเคยบอกว่า เวลาจะผลิตรายการโทรทัศน์ใหม่ขึ้นมาสักรายการ ส่วนมากเค้าจะทดลองออกอากาศทางวิทยุก่อน ถ้าเวิร์ค ถ้าดัง ก็ค่อยพัฒนาไปเป็นรายการทีวี

 

เมื่อได้ตั๋วเรียบร้อยแล้วนะครับ ผมกับเพื่อนอีกคน ก็ไปเอาสติ๊กเกอร์คิว ตอนห้าโมงกว่า เพราะเค้าบอกว่า เค้าจะให้ตั๋วเกินไปก่อน เพราะบางทีคนก็ไม่มา เพราะฉะนั้น ก็เลยแนะนำให้ไปเร็วนิดนึง ไปเอาคิว แล้วก็ไปทำอะไรก่อนก็ได้ ค่อยกลับมาตอนก่อนทุ่ม 

 

พอตอนทุ่มนึง ก็เข้ามารอ ก่อนจะเข้าตึกก็ต้องตรวจกระเป๋าคล้ายๆ สนามบินแต่ไม่เข้มงวดเท่า

 

เห็นคนที่มารอ เกือบทั้งหมดเป็นชาวอังกฤษ ผมก็เลยพอจะเดาได้ว่าทำไมผมถึงได้ตั๋วมาคราวนี้ ทั้งๆ ที่ต้องจับฉลาก แล้วโอกาสได้ก็ค่อนข้างยาก บีบีซี มีนโยบายที่จะให้ผู้ชม มีความหลากหลาย ไม่ใช่มีแต่ชาวคอเคเชี่ยนหัวทอง การเป็นคนต่างชาติในอังกฤษเลยกลายเป็นข้อดีขึ้นมาเลยครับ 

 

เมื่อวาน การอัดรายการกินเวลาราว เก้าสิบนาที ซึ่งเค้าจะเอาไปตัดต่อ ออกอากาศวันนี้ตอนหกโมงครึ่ง (เวลาอังกฤษ) แค่ยี่สิบกว่านาทีเท่านั้นเอง ซึ่งทั้งเก้าสิบนาที ก็หัวเราะกันตลอด น่าดูว่าที่เหลือเน้นๆ ยี่สิบนาทีวันนี้จะมีอะไรบ้างครับ

 

นี่คือลักษณะของรายการครับ ก่อนเข้าห้องส่ง เค้าจะให้ปิดมือถือให้สนิทเลย ไม่ให้ถ่ายรูป (รูปที่ได้มาจากเว็บของ บีบีซีครับ) แล้วที่นั่ง ก็จะมีไมโครโฟนแขวน ไว้อัดเสียงหัวเราะพวกเราครับ 

 

ก็นับว่าเป็นการไปดูรายการที่สนุกดี กลับมาถึงบ้าน รีบขอไปอีกหลายรายการ แต่คงจะได้ยากกว่าครั้งนี้ล่ะครับ 

Photo Courtesy: http://www.bbc.co.uk/

 

 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 14/02/2014 in ปีนป่าย around the clock

 

ป้ายกำกับ: ,

เยี่ยมบ้าน บีบีซี

บีบีซี ย่อมาจาก British Broadcasting Corporation หรือองค์การแพร่ภาพวิทยุโทรทัศน์แห่งบริเตน 

เป็นองค์กรที่พวกเราทุกคนคงเคยได้ยินชื่อมาบ้างแล้ว

 

องค์กรนี้เป็นเจ้าของรายการ สารคดี และซีรีย์เจ๋งๆมากมาย อย่าง Sherlock, Doctor Who, Walking with Dinosaurs โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายการข่าว BBC News และ BBC World Service

 

บีบีซีมีช่องโทรทัศน์ทั้งหมด สี่ช่อง BBC One, Two, Three และ Four

มีช่องเด็ก ชื่อ CBeebies และช่องเฉพาะอย่าง BBC Parliament และ BBC News ด้วยครับ

 

ในส่วนของวิทยุ ก็มี BBC 1, BBC 1 Xtra, BBC 2, BBC 3, BBC 4, BBC 4 Xtra, BBC 5, BBC 5 Live, BBC 6, BBC Asian, BBC World Service, รวมทั้ง BBC ท้องถิ่นอยู่ทั่วสหราชอาณาจักรครับ 

 

โดยในระดับประเทศ

BBC 1 และ 1Xtra จะเป็นคลื่นเพลง

BBC 2 จะเป็นรายการสาระบันเทิงต่างๆ

BBC 3 จะเป็นเพลงคลาสสิค

BBC 4 จะเป็นข่าว สาระ มีละครและมีตลกบ้าง

BBC 5 เป็นกีฬา

BBC 6 เป็นคล้ายๆ วาไรตี้ มีสาระบันเทิงปะปนกันไป  

 

นี่ยังไม่นับข่าว ที่ออกอากาศไปทั่วโลก และบีบีซีภาษาต่างๆ เช่น บีบีซีอารบิก บีบีซีอินโดนีเซียเป็นต้น เมื่อก่อนเคยมี บีบีซีภาคภาษาไทยและยกเลิกไปแล้ว  

 

เมื่ออยู่ลอนดอน ก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านบีบีซีมาครับ (เกริ่นมาตั้งนาน เข้าเรื่องซะที)

โดยการเยี่ยมบ้านหรือการไปทัวร์ บีบีซี ใครก็สามารถเข้าไปได้ครับ และบีบีซีมีสำนักงานอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศ นอกจากที่ลอนดอน ก็ยังมีสตูดิโอ อยู่ตามเมืองใหญ่ๆ ในสก็อตแลนด์ นิวคาสเซิล และที่สำคัญ เค้าเพิ่งเปิดสำนักงานแมนเชสเตอร์ด้วยล่ะครับ

 

โดยหากอยากไปทัวร์ ก็เข้าไปในเว็บนี้ได้เลย http://www.bbc.co.uk/showsandtours/tours/ สำหรับนักเรียน ราคาสิบปอนด์ครับที่ BBC Broadcasting House ที่ลอนดอน

 

ตอนไปทัวร์ ก็จะได้เห็นการทำงานของบีบีซี ซึ่งเค้าจะได้เงินสนับสนุน จากการจ่าย License Fee จากบ้านแต่ละบ้านในสหราชอาณาจักร ปีละประมาณร้อยกว่าปอนด์ (ห้าพันกว่าบาท) ซึ่งการจ่ายเงินนี้ ก็เป็นหลักประกันว่า ประชาชนจะได้ดูรายการที่มีคุณภาพ และไม่มีโฆษณา จากองค์กรที่ทำงานกันอย่างมืออาชีพครับ 

เวลาไปทัวร์เราก็จะเห็นได้หลายอย่าง เช่น เวลาจะเปลี่ยนพรมในห้องแต่งตัว ก็ต้องมาดูว่าจำเป็นไหม เพราะเงินที่เอามาใช้จ่ายถือเป็นเงินภาษี 

 

เมื่อเดินเข้าไป ภาพแรกที่จะได้เห็นก็คือห้องข่าว หรือ Newsroom ที่เวลาเราเปิด BBC News ก็จะเห็นภาพคนกำลังทำงาน นั่งอยู่หน้าคอมเยอะ ๆ เดินไปเดินมานั่นแหละครับ ไกด์บอกว่า ตอนแรกเค้ามีแผนที่จะให้งานข่าวทั้งหมด รวมศูนย์อยู่ที่ลอนดอนที่เดียว แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็มีรายการข่าวยามเช้า BBC Breakfast ที่อยู่ที่ศูนย์ที่ Salford, Manchester ทำให้กระจัดกระจายอยู่บ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ห้องข่าวที่เห็น ก็เป็นห้องข่าวที่ทำข่าวทั้งหมดที่เหลือ เรียกว่า ข่าวที่มีเครดิต BBC ทั่วโลก มาจากห้องนี้ครับ

 

ห้องข่าว บีบีซี

ห้องข่าว บีบีซี

 

 

นักข่าวแต่ละคนก็จะมีจอคอมสามจอ ผมจำไม่ได้ว่าจอไหนใช้ดูอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ คือเค้าจะเปิดข่าวช่องอื่นไว้ดูด้วย 

 

ได้เห็นมุมพยากรณ์อากาศ ซึ่งเค้าบอกว่า คนที่จะมาอ่านพยากรณ์อากาศได้ต้องจบอุตุนิยมวิทยามาโดยตรงครับ อย่างเวลาที่เค้าให้ไปดูห้องส่งจำลอง ให้โอกาสคนที่มาทัวร์ได้ไปอ่านข่าวดู ก็จะเห็นว่า ข่าวมีตัววิ่งให้ ส่วนพยากรณ์อากาศไม่มีบทนะครับ ต้องพูดสดเอง

 

 

ตอนแรกห้องข่าวนี้จะทำให้ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ปัจจุบัน พอสร้างเสร็จก็โดนห้องข่าวที่จีน กับเยอรมนี แซงหน้าไปซะแล้ว เลยเป็นได้แค่ “หนึ่งใน” ห้องข่าวที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ

 

ข้อสังเกตอีกอย่างก็คือ ที่บีบีซี คงจะคล้ายๆกับองค์กรประเทศร่ำรวยอื่นๆ จะใช้คนน้อยมาก ช่างกล้อง แทบไม่มีเลย มีแค่คนคุมเวทีคนเดียว ในการออกอากาศ กับผู้ประกาศ นอกนั้นอัตโนมัติเกือบหมด และเทคโนโลยีที่ใช้ ก็รู้สึกจะถ่ายทำด้วยกล้อง 4K แล้ว

 

ในทัวร์ครับ ยังได้เห็นการอัดละครวิทยุ ซึ่งเค้าก็ได้ให้โอกาสลูกทัวร์ ไปลองด้วย ซึ่งอันนี้ผมก็ได้ไปลองมา บทไม่เยอะ แต่ก็สนุกดี ได้เห็นเบื้องหลังการทำซาวด์เอฟเฟกต์ครับ

 

 

ห้องส่งวิทยุครับ

 

โดยรวมที่ไปเห็นและได้ข้อคิดมา คือ บีบีซี เป็นองค์กรที่มีจรรยาบรรณความเป็นสื่อ มีความเป็นสาธารณะ ตอบสนองความต้องการของสาธารณชนอย่างเต็มที่จริงๆ เค้าระลึกอยู่เสมอว่า ประชาชนเป็นคนให้เงินเค้ามาทำ รายการวิทยุตอนหนึ่ง ย้ำว่าตอนหนึ่งนะครับ ต้นทุนปาเข้าไปหลายแสนปอนด์ (ลองคูณห้าสิบดู) แต่รายการที่ออกมา มีการตรวจสอบคุณภาพเสมอ และการที่บีบีซีได้รับการยอมรับ มีผู้ชมทั่วโลก สามารถขายลิขสิทธิ์รายการได้อีก ทำให้บีบีซี เป็นองค์กรที่ใช้เงินภาษีประชาชนได้คุ้มจริงๆครับ

 

ผมมักจะเปรียบเทียบกับสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐบ้านเราอยู่เนืองๆ และก็เห็นว่า สื่อของรัฐที่เป็นกระบอกเสียง ใช้โจมตีฝ่ายตรงข้าม ใช้เอาใจรัฐบาล มันเป็นสื่อที่ไม่ค่อยจะมีจรรยาบรรณสักเท่าไหร่ และเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างสิ้นเปลือง รายการด้อยคุณภาพ

ทุกรัฐบาล ไม่มีสิทธิจะใช้สื่อ เป็นเครื่องมือของตนเอง รัฐต้องตอบสนองคนทั้งประเทศ เพราะเค้าเป็นคนจ่ายภาษีให้

 

เขียนอย่างนี้ ผมเห็นมาทุกสมัย กับการใช้ช่องสิบเอ็ดเป็นเครื่องมือ ไม่ได้มากไม่ได้น้อยไปกว่ากัน แต่แย่พอกันครับ

 

อย่างน้อย ผมเห็นว่า ไทยพีบีเอส ก็เป็นตัวอย่างของทีวีสาธารณะที่น่าสนับสนุนครับ

 

ที่บีบีซีบอกว่า “จะดูว่าเป็นกลางได้ยังไงนั้น ถ้าหากคุณโดนด่าทั้งสองฝ่าย แปลว่า เป็นกลางแล้วล่ะ”

 

 

เดี๋ยวคราวหน้าจะมาเล่า บรรยากาศการเป็นผู้ฟังรายการวิทยุ ของบีบีซีครับ

 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 14/02/2014 in ปีนป่าย around the clock

 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

การค้นหาที่ค้นพบไม่จบสิ้น

ในยุคนี้ เมื่อให้ไป ค้นหาอะไรในอินเทอร์เน็ต
คาดว่าเกือบทุกคนก็คงจะมุ่งไปที่ google หรือ “อาจารย์กู” อย่างที่สมเด็จพระเทพฯเคยตรัสขำๆไว้

ผมเพิ่งอ่านบทความในหนังสือพิมพ์ the Observer ของอังกฤษเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ในบทความก็จะพูดถึงความน่าประหลาดที่สิ่งที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต ที่เหมือนจะไม่มีตัวตน แท้จริงแล้ว กลับต้องใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูล (Data) ขนาดใหญ่มาก และยังคงขยายตัวอยู่เรื่อยๆ นอกจากนี้ยังพูดถึงสถานที่ทำงานของกูเกิล ที่รวมเอาคนฉลาดๆ ไว้มากมาย สภาพแวดล้อมเอื้อให้คนที่ทำงานเหล่านี้ผ่อนคลาย โดยมีทั้งคาเฟ่ฟรี มีอุปกรณ์ไฮเทคล้ำๆ ไว้บริการ เช่นแว่น ที่เมื่อใส่และใช้ร่วมกับ street view ในโปรแกรม google map ภาพที่ปรากฎผ่านแว่น ก็จะเหมือนเราไปยืน ณ จุดจุดนั้นจริงๆ

ในบทความยังมีการสัมภาษณ์คุณ Amit Singhal ซึ่งเป็นรองประธานบริษัทกูเกิล ซึ่งเขาก็ได้บอกกล่าวไว้ว่า กูเกิลยังคงพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

อย่างเรื่องของเสิร์ชเอนจิ้นเอง กูเกิลเองก็บอกว่ากำลังพัฒนานวัตกรรมใหม่ ซึ่งจะเชื่อมต่อสมองของเราเข้ากับการค้นหาในอินเทอร์เน็ตได้โดยตรง เรียกว่า แค่คิด ระบบค้นหาก็เริ่มทำงานเลย แต่ช้าก่อน
กูเกิลเค้าไม่ได้ดั้นด้นคิดค้นแต่เรื่องที่เกี่ยวกับการค้นหานะครับ
เค้ายังมุ่งพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของพวกเราด้วย

เรามาลองดูโปรเจคต์ล้ำๆ ของกูเกิลที่เค้ากำลังพัฒนากันอยู่ดูหน่อยนะครับ

อย่างแรกเลย คือ Project Glass
ซึ่งเป็นโปรเจคต์ที่โด่งดังที่สุดของกูเกิล อุปกรณ์ที่กำลังพัฒนาก็คือแว่นตาครับ ถ้าอธิบายง่ายๆก็คงเหมือนแว่นตาโคนัน หรือแว่นตาในหนังล้ำยุคต่างๆ ที่พอใส่ปุ๊บ ก็จะเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ บอกพิกัด ทำนู่นทำนี่ได้เหมือนยกเอาสมาร์ทโฟนมาเลย ซึ่งโปรเจคต์นี้ก็มีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่องและมีทีท่าว่ากำลังไปได้สวย

อย่างที่สองคือหุ่นยนต์
หุ่นยนต์ใช้สอยในบ้านครับ เหมือนที่เราเคยนึกเคยฝัน หุ่นยนต์แม่บ้านที่เดินไปทำนู่นทำนี่ให้เรา หรือทำงานในสำนักงานน่าเบื่อๆ ให้มนุษย์อย่างเราเอาเวลาไปทำเรื่องอื่นๆ ได้

สิ่งต่อมาที่กูเกิลกำลังคิดต่ออยู่ก็คือการสร้างลิฟต์ไปถึงอวกาศครับ
ถ้่าโปรเจคต์นี้เป็นจริงขึ้นมาได้ เราคงได้มีโอกาสขึ้นลิฟต์ ไปสำรวจอวกาศ โดยลิฟต์นี้จะเชื่อมกับสถานีอวกาศ และมีสายเคเบิลยักษ์ปักลึกลงไปในพื้นผิวโลก

พวกเราคงเคยได้เห็นตามโชว์ต่างๆ หรือในหนังไซไฟ ที่มีบ้าน ที่มีตู้เย็นที่สามารถตรวจดูได้ว่าของใกล้หมด และสั่งของเองได้จากอินเตอร์เน็ต ครับ สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่นานเกินรอ กูเกิลเค้าก็กำลังพัฒนาอยู่

และอย่างสุดท้ายก็คือรถที่ไม่ต้องมีคนขับ โดยรถเหล่านี้ เค้าบอกว่าจะปลอดภัยกว่ารถที่มีคนขับเสียอีก
เพราะรถยนต์เหล่านี้จะสื่อสารกันเองได้ เพื่อที่จะรักษาระยะห่างระหว่างกัน ทำให้ปลอดกังวลว่ารถจะชน

จะเห็นว่า โปรเจคต์ล้ำๆ แต่ละอย่างของกูเกิลที่เล่ามา ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการค้นหามากนัก
มันคือการ “ต่อยอด” จากการ “ค้นหา”
จากการเริ่มต้นคิดหาวิธีการที่จะทำให้มนุษย์เราสบายขึ้น ทำให้เราเอาชนะธรรมชาติได้มากขึ้น หรืออย่างมีชั้นเชิงขึ้น ก็นำไปสู่การ “ค้นพบ” วิทยาการ นวัตกรรมใหม่ๆ

ตัวอย่างของกูเกิลก็แสดงให้เห็นแล้วว่า สิ่งที่เริ่มต้นจากการ “ค้นหา” ก็นำไปสู่การ “ค้นพบ” ที่ไม่จบสิ้นจริงๆ

อย่างไรก็อย่าลืมนะครับว่า เทคโนโลยี มีวันล่ม มีวันเจ๊งได้เหมือนกัน สมองของมนุษย์เรานี่แหละ ที่อาจจะเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่พัฒนาได้เรื่อยๆ… อย่างไม่จบสิ้น…

อ้างอิง: ‘The New Review’ in The Observer, Sunday 20 January 2013

อ่านผ่านเว็บได้ที่ http://www.guardian.co.uk/technology/2013/jan/19/google-search-knowledge-graph-singhal-interview

Google

รูปภายในอาคารเก็บข้อมูลของกูเกิล
ขอบคุณรูปจาก http://www.guardian.co.uk/technology/2013/jan/19/google-search-knowledge-graph-singhal-interview

 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 23/01/2013 in ปีนป่าย around the clock

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

นิยามของคำว่า “การเมือง”

ผมตีความคำว่า “Politics” ว่าเป็นเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้ง…ดังนั้น ที่ใดมีความขัดแย้ง ที่นั้นจึงมี Politics ถ้าเราแปลคำว่า politics ว่า “การเมือง”

“การเมือง” จึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา อย่าง “หลีกเลี่ยงไม่ได้” 
จึงไม่เห็นด้วย ที่เราจะแยกเรื่อง “การเมือง” ออกจากการ “รับรู้” ในชีวิตประจำวัน
จะพูดคุยหรือไม่ เป็นสิทธิ แต่คิดว่า เราต้อง “รับรู้” 

บางที เราอาจต้องหาความหมายของคำว่า politics ในภาษาไทย ที่ครอบคลุม กว่าคำว่า “การเมือง” หากคำว่า “การเมือง” ทำให้คนจำนวนไม่น้อย หลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ และสร้างวิจารณญาณ แก้ไข “ความขัดแย้ง”

ปีนป่าย
13.01.2556
Durham, สหราชอาณาจักร

 
1 ความเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 13/01/2013 in การเมือง

 

ป้ายกำกับ:

รายงานประจำปีของบล็อก “ปีนป่าย” ปี 2555 หรือ 2012 ครับ

The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2012 annual report for this blog.

Here’s an excerpt:

4,329 films were submitted to the 2012 Cannes Film Festival. This blog had 15,000 views in 2012. If each view were a film, this blog would power 3 Film Festivals

Click here to see the complete report.

 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 04/01/2013 in ปีนป่าย around the clock

 

ประชาธิปไตย จะเรียน จะสอน กันอย่างไร

เรื่องนี้ ผมได้ส่งไปเป็นบทความในวารสารประจำปีของสามัคคีสมาคมฯ และขอเอามาลงให้อ่านกันในนี้ด้วยครับ
——————————————————————————————————————————–

80 ปี แห่งการเดินทางบนหนทางสู่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยนี้ นอกจากจะเป็นถนนลูกรังแล้ว ยังคงโรยด้วยหนาม และเรือใบ เป็นระยะๆ แม้จะมีการพูดถึงมากว่าเราต้องให้การศึกษาประชาธิปไตยแก่ประชาชน แต่กลับมีการลงรายละเอียดในเรื่องการศึกษาประชาธิปไตยกันน้อยมาก ผมจึงขอถือวิสาสะ มาพูดคุยในเรื่องนี้ อย่างไม่เป็นวิชาการเพื่อเป็นแนวความคิดจากคนตัวเล็กๆ ในสังคมประชาธิปไตยครึ่งใบ

ทำไมต้องรู้เรื่องการเมือง

คำถามแรกที่ควรจะตอบให้ได้ คือ “ทำไมต้องรู้”

ประชาธิปไตยหรือเรื่องการเมืองอาจฟังคล้ายเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ที่เราฟังไม่รู้เรื่อง

หารู้ไม่ อันที่จริงแล้ว การเมือง เกี่ยวข้องกับพวกเราทุกคนอย่างไม่ต้องสงสัย

ยกตัวอย่าง รัฐบาลมีนโยบายคืนภาษีรถคันแรก

ได้ยินอย่างนี้ เราทุกคนคงคิดได้ว่า เป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่เคยซื้อรถมาก่อนและต้องการซื้อรถ

แต่ผลกระทบไม่ได้จบอยู่แค่ตรงนั้น เราอาจจะเริ่มได้ยินข่าวแล้วว่าในปัจจุบันนั้น กรมการขนส่งทางบกผลิตป้ายแดงไม่ทัน และบริษัทรถยนต์ ก็ผลิตรถไม่ทัน

สิ่งที่ตามมาคือ ปริมาณรถที่เพิ่มมากขึ้นบนท้องถนน การใช้น้ำมันก็จะเพิ่มขึ้น ถนนที่ไม่ได้เพิ่มตามไปด้วย จะก่อให้เกิดปัญหารถติด ก่อให้เกิดมลพิษ กับตัวเราที่อาจต้องเดินริมถนน อาหารที่ขายอยู่ริมถนน จากที่อาจไม่สะอาดอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่สะอาดเข้าไปอีก เพื่อนที่ขับรถ ก็อาจจะมาไม่ตรงเวลานัด การเมืองจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคน และเป็นเรื่องที่เราควรจะใส่ใจไม่ว่าจะเรียนในสาขาวิชาใดก็ตาม

อะไรคือประชาธิปไตย

เป็นที่ทราบกันดีว่า ประชาธิปไตยนั้น มาจากการรวมเอาคำว่า ประชา และ อธิปไตย นั่นก็คือ อำนาจการปกครอง หรืออำนาจอธิปไตยนั้นมาจากปวงชน ทั่วไปแล้ว อำนาจอธิปไตยจะถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ในกรณีของประเทศไทย เรามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นประมุข ส่วนประชาชนจะใช้อำนาจอธิปไตยตามระบอบผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหล่านี้จะไปลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เพื่อเป็นผู้บริหารประเทศต่อไป อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เนื่องจาก หากปล่อยให้คณะรัฐมนตรีบริหารประเทศไปอย่างไรก็ได้ แล้วรอจนหมดวาระ ก็อาจส่งผลเสียต่อประชาชน และขัดต่อหลักการประชาธิปไตยที่ให้อำนาจประชาชนในการปกครอง ดังนั้น ประชาชนจึงต้องใช้อำนาจอธิปไตยผ่านการมีส่วนร่วมในด้านต่างๆ รวมถึงการตรวจสอบผ่านองค์กรอิสระ และการคานอำนาจกันของสามฝ่ายดังกล่าวด้วย จึงจะทำให้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นสมบูรณ์แบบและถือว่าเป็นประชาธิปไตยที่ใกล้อุดมคติมากขึ้น

เมื่อกลับเข้ามาสู่การเรียนการสอนของไทย ผมมองว่า ประชาธิปไตยที่เราเรียนเราสอนกันอยู่นั้น ถูกจำกัดกรอบอยู่เพียงแค่การเลือกตั้งและเน้นไปที่เสียงส่วนใหญ่เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากการไม่เคารพ ไม่รับฟังเสียงส่วนน้อย (ที่ไม่น้อยซะทีเดียว) ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน

เราลองนึกดูว่า ประชาชนคนไทยมีทั้งหมดราว 60 ล้านคน มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 47.3 ล้านคน (ข้อมูลการเลือกตั้งปี 54 จากhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307595607&grpid=no&catid=&subcatid= ) มีผู้ที่เลือกพรรครัฐบาลประมาณ 15 ล้านคน ซึ่งจะเห็นว่า เป็นจำนวนเพียง 1 ใน 3 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศเท่านั้น นอกจากนั้นยังเป็นความคิดที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่า เมื่อมีเสียงส่วนใหญ่แล้ว จะทำอะไร ก็ถูก จะทำอะไร ก็ย่อมทำได้ ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย

หากลองมองดูการนำเอาประชาธิปไตยมาประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา เราจะเห็นการเลือกตั้งประธานนักเรียน หัวหน้าห้อง ในทุกโรงเรียน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ที่มีการนำเอามุมหนึ่งของประชาธิปไตยมาให้นักเรียนรู้จัก แต่ก็สะท้อนให้เห็นแนวความคิดประชาธิปไตยแบบไทยปัจจุบัน ที่เน้นในเรื่องการผูกขาดอำนาจของเสียงส่วนมาก แสดงให้เห็นถึงการไม่รู้จัก ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ซึ่งการปรับปรุงการเรียนการสอนในเรื่องนี้ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก

การศึกษาประชาธิปไตยในโรงเรียน

การศึกษาประชาธิปไตยให้ได้ทั้งทฤษฎีและการปฏิบัตินั้น ต้องอาศัยหลายแนวทาง ดังนี้

1. การให้ข้อมูล ความรู้

2. การสนับสนุนให้เกิด “ทักษะประชาธิปไตย”

3. การปฏิบัติจริง ผ่านการ “จำลอง”

แต่ละแนวทางนั้นสามารถนำมาขยายความต่อได้ดังนี้

1. การให้ข้อมูล ความรู้

แนวทางนี้ จะคล้ายๆกับที่อยู่ในหลักสูตรอยู่แล้ว นั่นก็คือ การสอนให้นักเรียนทราบว่า ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยนั้น เป็นอย่างไร แต่ที่ควรจะเพิ่มเข้ามาคือข้อดี ข้อเสียของระบอบประชาธิปไตยของแต่ละประเทศ อาทิ แบบประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา และแบบรัฐสภาของไทยนั้น ย่อมมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอยู่

นี่คือการให้ข้อมูลที่จะกระตุ้นให้เด็กเกิดกระบวนการคิด วิเคราะห์อันเป็นพื้นฐานของการมีประชาชนที่มีคุณภาพ สามารถเลือกผู้แทนที่มีคุณภาพของตนเองได้

2. การสนับสนุนให้เกิดทักษะประชาธิปไตย

คำว่า ทักษะประชาธิปไตย ในที่นี้ หมายถึงทักษะในด้านการคิด วิเคราะห์ การแสดงความคิดเห็น ซึ่งครู อาจารย์จะต้องให้โอกาสนักเรียนในการออกความคิดเห็น และนักเรียนคนอื่นๆจะต้องเคารพในความคิดเห็นนั้น โดยมีข้อแม้ว่า การแสดงความคิดเห็น ไม่กระทบต่อความเชื่อ และไม่เป็นการกล่าวร้ายแก่นักเรียนคนอื่น เหล่านี้เป็นพื้นฐานของประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

3. การปฏิบัติจริง ผ่านการจำลอง

ให้มีการจำลองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในห้องเรียน ซึ่งคล้ายกับการเลือกตั้งหัวหน้าห้อง หรือประธานนักเรียน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่รายละเอียดในแต่ละระดับนั้น จะแตกต่างกัน และจะกล่าวถึงโดยละเอียดต่อไป

ทั้งสามแนวทางนี้ จะต้องทำควบคู่กันไปจึงจะทำให้การศึกษาประชาธิปไตยในห้องเรียนได้ผลดี

เพื่อให้เห็นภาพการปฏิบัติจริง ผมจึงขออธิบายลงลึกตามระดับชั้น

ในระดับ ประถมศึกษาตอนต้น

ผมเห็นว่าควรเน้นการสนับสนุนให้เกิดทักษะประชาธิปไตย โดยเน้นให้เกิดการยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น การเริ่มหัดให้นักเรียนเสนอความคิดเห็น โดยมีครู เป็นผู้ชี้แนะ ในขณะเดียวกัน ก็ให้ความรู้ว่าในชีวิตจริงนั้น มีการเลือกตั้งอะไรบ้าง อย่างคร่าวๆ อาทิ การเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร หรือการเลือกตั้งสมาชิกสภาตำบล หรือจังหวัด ในส่วนการจำลองนั้น ก็จะเน้นไปที่การเลือกหัวหน้ากลุ่ม หรือหัวหน้าห้อง ให้นักเรียนรู้จักรับผิดชอบ รู้จักรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง รู้จักการขอโทษ

ในระดับ ประถมศึกษาตอนปลาย

เน้นการสนับสนุนให้เกิดทักษะประชาธิปไตยเช่นกัน โดยจะเริ่มเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ สอนให้นักเรียนรู้จักหาข้อมูลเพื่อมาสนับสนุนเหตุผล หรือมาค้านเหตุผลอื่น ในขณะเดียวกันก็ต้องทำไปพร้อมๆกับการฝึกให้นักเรียนยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

ในส่วนของการให้ความรู้ น่าจะมีการให้ความรู้ในเชิงลึกขึ้น อาทิ การเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การลงสมัครรับเลือกตั้ง วิธีการและเหตุผล ที่มาที่ไปของการเลือกตั้งทั่วไป

ในส่วนของการจำลอง ให้มีการตั้งกฎห้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน อาจเรียกว่าเป็นธรรมนูญของห้อง ให้มีการเลือกตั้งหัวหน้าห้อง และการจัดทีมทำงาน ดูแลด้านต่างๆ ในห้อง อาทิ เหรัญญิก ฝ่ายความสะอาด ฝ่ายวินัย เพื่อดูแลงานด้านต่างๆ คล้ายฝ่ายบริหารจริง ให้เลือกหัวหน้าห้องและทีมทำงานทุกเทอม โดยจะเป็นหัวหน้าห้องซ้ำกันไม่ได้เกินหนึ่งเทอม ให้นักเรียนเลือกฝ่ายค้าน ขึ้นมาตรวจสอบการทำงาน พูดง่ายๆคือการนำเรื่องราวที่เห็นว่าไม่ดี ไปฟ้องครู โดยจะต้องรวมตัวกันให้ได้อย่างน้อย 5 คน โดยมีครูเป็นฝ่ายตุลาการ

ในขั้นนี้ หากครูตรวจสอบว่ามีความผิดจริง ก็จะต้องมีขั้นตอนการลงโทษ ตามกฎที่ตั้งไว้และมีการยอมรับร่วมกัน (เสมือนเป็นธรรมนูญของห้อง) โดยอาจลงโทษโดยการปลดหัวหน้าห้องออก ทั้งนี้ ครูก็จะต้องแสดงให้เห็นว่าการจะปลดหัวหน้าห้อง หรือหัวหน้าทีมทำงานคนใดคนหนึ่งออกจะต้องมีพยานหลักฐานที่พร้อม และแน่นหนาเพียงพอ

ในระดับมัธยมศึกษา

ในส่วนการเสริมทักษะประชาธิปไตยจะเข้มข้นมากขึ้นโดยจะเน้นไปที่การโต้วาทีในเรื่องที่มีความซับซ้อนมากกว่าในระดับประถมศึกษา โดยเรื่องที่นำมาอภิปรายโต้วาทีกันนั้น อาจารย์ประจำชั้นหรือประจำวิชาอาจหยิบยกจากเหตุการณ์จริง ที่อยู่ใน “เกณฑ์ความถูกต้องเป็นสีเทา” นั่นคือ ไม่สามารถระบุลงไปได้แน่ชัดว่าถูกต้อง หรือผิด นอกจากนั้น ยังต้องฝึกให้นักเรียนรู้จักรักษาคำพูดของตนเอง โดยเฉพาะหัวหน้าห้อง และทีมงาน หากพูดสิ่งใดแล้วไม่สามารถทำตามได้ ให้ฝ่ายค้านของห้อง ทำหน้าที่ในการยกประเด็นขึ้นมาพูด ที่สำคัญต้องฝึกให้นักเรียนรู้จักแยกแยะเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน ไม่นำเรื่องบาดหมางส่วนตัวขึ้นมาอภิปราย

นอกจากนี้ ในระดับมัธยมศึกษานั้น ควรจะเน้นในเรื่องการปฏิบัติจริงและการเรียนรู้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น อาทิ การทำงานของคณะรัฐมนตรี การผ่านกฎหมายของรัฐสภา ซึ่งก็เป็นไปตามระดับชั้นของหลักสูตร

ในการจำลองปฏิบัติจริงจะเพิ่มการแบ่งและกระจายอำนาจ เข้ามาด้วย โดยให้ทำทั้งโรงเรียน

ให้หัวหน้าห้องแต่ละห้อง เป็นเสมือนผู้แทนนักเรียน มาเลือกประธานนักเรียนและคณะกรรมการนักเรียนบริหารงาน ในแต่ละห้องก็ยังทำเช่นเดิม คือ มีหัวหน้าห้องและกรรมการห้อง ฝ่ายค้าน ให้นักเรียนรู้จักการกระจายอำนาจ โดยมีสิทธิในการบริหารงานค่อนข้างมาก ในแต่ละห้อง แต่ละระดับชั้น

เราอาจพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นคือนักเรียนที่ได้รับเลือกนั้น ไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากกฎระเบียบของโรงเรียน

ดังนั้นสิ่งนี้จึงต้องได้รับการปรับปรุงเช่นกัน

โรงเรียนควรจะปรับปรุงกฎระเบียบ ให้ยืดหยุ่น สนับสนุนให้นักเรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการจัดกิจกรรมต่างๆเองได้

ให้โปรเจคต์นักเรียนทำงาน อาทิ ให้คิดการจัดกิจกรรมประกวดร้องเพลง การจัดกิจกรรมกีฬาสี เป็นต้น

การเรียนรู้ประชาธิปไตยนอกห้องเรียน

แน่นอนว่า การเรียนรู้ประชาธิปไตย เพียงในห้องเรียนนั้นไม่เพียงพอ เนื่องจากยังมีประชาชนอีกมากที่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาในระบบ ดังนั้นจึงต้องมีการจัดการเรียนรู้นอกห้องเรียนไปพร้อมกันด้วย

สิ่งเหล่านี้ควรจะเริ่มจากสื่อ

สื่อหนังสือพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ ควรจะนำเสนอความหมายของประชาธิปไตยอย่างสร้างสรรค์ แต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือการตรวจสอบ เนื่องจากการตรวจสอบเป็นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่า ในสหราชอาณาจักร เมื่อไม่นานมานี้ มีการใช้สื่อหนังสือพิมพ์ในการซักฟอกรัฐบาล เปิดโปงในเรื่องต่างๆ ดังเรื่อง MP Expenses (เรื่องที่ สส.เบิกเงินเกินกว่าจำเป็น และเบิกในเรื่องที่ไม่ได้ใช้จ่ายจริง) ได้แสดงให้เห็นแล้ว

ในขณะเดียวกัน การตรวจสอบต่างๆ ของสื่อควรจะให้เหตุผลทั้งสองด้านแก่ประชาชน ระบุให้ชัดเจนว่าอะไรคือความคิดเห็น และอะไรคือข้อเท็จจริง ในการทำประชาพิจารณ์ แทนที่จะรณรงค์ให้คนไปลงมติเพียงอย่างเดียว ควรจะเน้นการรณรงค์ให้คนทราบเรื่องราว เบื้องลึก อย่างจริงจัง เพื่อเป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน ทำให้เกิดการตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง

นอกจากนี้ยังควรเพิ่มช่องทาง ในการรับเรื่องร้องเรียนอย่างจริงจังและเป็นไปด้วยความรวดเร็ว

เป็นตัวอย่างให้กับเด็กและเยาวชนรวมถึงประชาชนที่ยังกล้าๆกลัวๆ ลังเลไม่กล้าดำเนินการตรวจสอบให้กระทำตาม

จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องทำไปพร้อมๆกัน จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนไม่ได้

สิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องใช้เงินมาก แต่ใช้เพียงการเปลี่ยนทัศนคติ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ยากที่สุดเลยก็ว่าได้

 
แสดงความคิดเห็น

แสดงความเห็นโดย บน 04/01/2013 in การเมือง

 

ป้ายกำกับ: , ,

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.