ตามปีนป่ายไปยุโรป ๔ เสน่ห์สวิส

1 ความเห็น

นอนเจนีวา

ที่ City Hostel Geneva เป็นเวลาหนึ่งคืน ตกคนละ 32 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 22.5 ปอนด์ หรือเท่ากับ 1125 บาท

วันต่อมา ก็ออกเดินทางโดยมีจุดหมายอยู่ที่กรุงเบิร์น ซึ่งเป็นเมืองหลวงของสหพันธรัฐสวิส โดยแวะเที่ยวที่โลซานน์ และเมือง Montreux ก่อน

นี่ครับ หน้าตาของรถไฟสองชั้น ในสวิสเซอร์แลนด์

ใช้เวลาไม่นาน ไม่ถึงชั่วโมง ก็มาถึงโลซานน์ ซึ่งเป็นเมืองที่พระเจ้าอยู่หัว เคยประทับอยู่

เมื่อมาถึงก็ฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่ล็อคเกอร์ที่สถานีรถไฟ ซึ่งนับว่าคิดไม่ผิด เพราะเมืองโลซานน์ เป็นเมืองท่ามกลางเนินเขาสูงชัน
เราเดินกันขึ้นมาเรื่อยๆ


ระหว่างทางครับ

เมื่อเดินขึ้นมาแล้ว เราก็เกิดสงสัยว่า เอ แล้วบ้านพักที่เคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าอยู่หัว อยู่ที่ไหน
เข้าไปถามที่ร้านอาหารไทย ได้ความว่าบ้านพักที่ว่าอยู่นอกเมือง ไกลพอควร

เลยไม่ได้ไปดู

เมื่อเดินขึ้นไปจนสุด ก็จะเจอบันได ทางขึ้นไปที่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของโลซานน์
ไหนๆ ก็มาแล้ว เลยขอแวะเข้าไปซักหน่อยครับ

นี่ก็เป็นบันได ทางขึ้นลงครับ ตรงบันไดจะเห็นคำที่บอกให้เดินขึ้นไป เพื่อไปดูพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เมืองโลซานน์ด้วย เมืองนี้ยังคงใช้ภาษาฝรั่งเศสอยู่ครับ

โดยด้านบนนี้ก็ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิหารแห่งโลซานน์ Lausanne Cathedral ด้วย
มองจากด้านบนลงไป ก็จะเห็นวิวทิวทัศน์ของโลซานน์


อันนี้มองผ่านกระจกติดฟิล์มกรองแสงด้านในอาคารครับ

พอหอมปากหอมคอ ก็ลงมาเดินเล่น กินอาหารญี่ปุ่น ด้วยความอยากอาหารเอเชีย
ไก่เทอริยากิ คือเมนูที่เราฝากท้องไว้ ซึ่งก็เทียบไม่ได้กับอาหารญี่ปุ่นในบ้านเรา
ที่สวิสเซอร์แลนด์อาหารแพงมาก จำได้ว่าไก่เทอริยากิราดข้าวนี้จานละ 8-9 ฟรังก์ แม้จะไม่แพงมาก แต่ความคุ้มค่านี่ คงจะไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่
เพราะเป็นจานโฟม อุ่นไมโครเวฟ และไม่พอยาไส้เราเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับอาหาร ราคาเดียวกันในอังกฤษ

เอาล่ะ ค่อยไปหาผลไม้ให้อิ่มท้องเอาทีหลังละกัน
เนื่องจากเที่ยว โลซานน์เสร็จเร็ว ก็เลยมีเวลา ไปเที่ยวเมือง Montreux ซึ่งเดิมไม่ได้มีอยู่ในแผน
เปิด Lonely Planet ดู ก็เห็นว่าน่าสนใจ เพราะสามารถนั่งเรือเฟอร์รี่ไปชมปราสาท Chateau de Chillon ซึ่งว่ากันว่าเป็นปราสาทที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของสวิสเซอร์แลนด์เลยทีเดียว

โดยเมือง Montreux นี้ก็เป็นเมืองระหว่างทาง จากโลซานน์ไปกรุงเบิร์น ใช้เวลาไม่นานนัก  ก็มาถึง เป็นเมืองเล็กๆ ริมทะเลสาบ
ขอบรรยายความสวยงาม ด้วยภาพก็แล้วกัน

ดื่มด่ำกับธรรมชาติริมทะเลสาบของ Montreux กันพอสมควร ก็ได้เวลาขึ้นเรือ โดยได้ส่วนลดเนื่องจากมีบัตร Railpass แต่จำไม่ได้แล้วว่าได้ลดไปเท่าไหร่


ในเรือ…ชั้น เฟิร์สคลาส ซึ่งแน่นอนว่า…เราไม่มีปัญญานั่ง ไปฉวยโอกาสถ่ายรูปมาเท่านั้นเอง ที่ของเราอยู่หลังเรือ เปิดประทุน ลมเย็นๆ สบายๆ
ใช้เวลาสิบห้านาที ซึ่งเป๊ะมาก ตรงเวลาสุดๆ ก็มาถึงที่ท่า สำหรับปราสาท Chateau de Chillon ครับ


นี่คือ ปราสาท Chateau de Chillon (อันที่จริง คำว่า Chateau ภาษาฝรั่งเศสก็แปลว่า ปราสาท อยู่แล้ว)

ขาไปนั่งเรือ ขากลับนั่งรถเมล์ครับ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั๋วรถเมล์ รถราง ที่สวิสเซอร์แลนด์นี้ ซื้อตั๋วจากเครื่องอัตโนมัติแล้ว ก็ไม่มีการตรวจใดๆ ทั้งสิ้น

ไม่มีคนตรวจตั๋ว เครื่องตรวจตั๋ว จึงทึ่งว่า คนเค้าซื่อสัตย์กันขนาดนี้เลยเหรอ จากประสบการณ์ในอังกฤษ ก็พบว่า จริงๆ คนก็คงไม่ซื่อสัตย์กันเท่าไหร่ แต่ว่าคนที่ไม่ซื่อสัตย์ในสวิสเซอร์แลนด์ก็คงเป็นคนส่วนน้อยเอามากๆ

เมื่อมาถึง Montreux เอากระเป๋าที่ฝากไว้ในล็อคเกอร์แล้ว ก็ขึ้นรถไฟต่อไปกรุงเบิร์นซึ่งจะนอนค้างสองคืนที่นี่

ถึงเบิร์นในเวลาประมาณสี่โมงห้าโมง ไปถามทางกับหญิงสาวชาวสวิส อายุราว 20 กว่าๆ ว่าจะไป Bern Backpacker Hostel ได้อย่างไร
เค้าบอกว่าเค้าไปทางนั้นอยู่แล้ว แล้วก็พาขึ้นรถรางไป ระหว่างทางก็ได้ชมประเทศสวิสเซอร์แลนด์ให้เค้าฟัง ซึ่งตัวเค้าเองก็พูดคุยอย่างถ่อมตัวว่า จริงๆ สวิสเซอร์แลนด์ก็ไม่ได้สะอาดไปทุกหย่อมหญ้า บางที่เวลาจัดงานปาร์ตี้ตอนกลางคืนทุกศุกร์เสาร์ ใกล้ๆ ที่เค้าอยู่ ก็มีคนทำเสียงดัง และทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ไม่ต่างจากที่อื่น ซึ่งก็คงจริง ในแต่ละประเทศ ย่อมมีทั้งคนดี คนไม่ดี แต่ที่แตกต่างกันก็คือ สัดส่วนของคนดี/ไม่ดี ในประเทศ และทำอย่างไร จะปรามไม่ให้คนไม่ดี ทำร้ายประเทศได้ ซึ่งในจุดนี้ เราขอชมว่าสวิสเซอร์แลนด์ ทำได้ดีมาก แล้วเรามาคุยกันต่อ ในตอนต่อๆไปครับ


ทิ้งภาพกรุงเบิร์นไว้ แล้วติดตามตอนต่อไปนะครับ…

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕ ครับ

ใส่ความเห็น

เมื่อคืนคงมีหลายคนออกไปสนามหลวง ไปพัทยา ไปอยุธยา ไปเซ็นทรัลเวิลด์ หรืออยู่บ้าน เคาท์ดาวน์อยู่บ้าน

มีความสุขกันถ้วนหน้าในคืนส่งท้ายปีเก่า

สำหรับท่านผู้มีอุปการะคุณกับบล๊อกของผมทั้งหลายและครอบครัว
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อำนวยความสุข สวัสดี สุขภาพแข็งแรง ประสบแต่ความสำเร็จตลอดปีและตลอดไป

ขอให้ติดตามบล๊อกผมไปเรื่อยๆ ด้วยนะคร้าบ

 

 

 

ขอบคุณรูปภาพจาก http://www.siamhealthandbeauty.com/

 

ตามปีนป่ายไปยุโรป ๓ เจนีวา…นานาชาติ

ใส่ความเห็น

เช้าวันใหม่ ออกจากโรงแรม ยามเช้า
ขึ้นรถใต้ดิน จาก สถานีใกล้โรงแรมไปที่ Gare de Lyon
เพื่อนั่งรถไฟ TGV จากปารีส ไปเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ครับ


สะพานข้ามแม่น้ำก่อนที่จะถึง Gare de Lyon

ปารีสยามเช้าครับ

นั่งรถไฟ ทีจีวี จากปารีส Gare de Lyon ไป Geneva นี่ใช้เวลา ประมาณสามสี่ัชั่วโมง

ทิวทัศน์ระหว่างทาง ช่วงใกล้เข้าเขตประเทศสวิสเซอร์แลนด์ก็ชวนมองมาก


ไม่ช้านาน ก็มาถึง Geneva แล้ว

พอเข้าสู่ภาคพื้นยุโรป คือส่วนที่เป็น Continental คือแผ่นดินใหญ่ ประเทศที่อยู่ในสหภาพยุโรป หรือ อียู ก็จะไม่มีการตรวจพาสปอร์ตอะไรกันอีก
เหมือนไปต่างจังหวัด  ที่เจนีวา ก็ใช้ภาษาฝรั่งเศสกันด้วย เลยไม่ค่อยรู้สึกแปลกแตกต่างจากปารีสที่เพิ่งจากมา ในเรื่องของภาษา
แต่ในเรื่องของการจัดระเบียบ สภาพความเป็นอยู่ เจนีวา ดีกว่าแน่นอนครับ

มาถึงก็เอาของเข้าที่พัก เป็น Hostel ซึ่งก็นั่งรถรางจากสถานีรถไฟ ไปประมาณสองป้าย
เป็นโฮสเทลที่ดีที่สุดเท่าที่เคยอยู่มาเลย สะอาดมากครับ

พอดีว่าสมุดที่จดบันทึกการเดินทางไม่ได้อยู่กับตัวตอนนี้ ไว้จะมาอัพเดทชื่อโฮสเทล หรืออยากรู้ก็หลังไมค์มาได้ครับ
วางกระเป๋าเสร็จก็รีบไป สำนักงานสหประชาชาติ กรุงเจนีวา เนื่องจากอ่านมาจากคู่มือท่องเที่ยวของ Lonely Planet ว่า เปิดให้คนนอกเข้าไปเยี่ยมชมได้ ราคานักเรียน ไม่แพงนัก ถ้าจำไม่ผิดอยู่ที่ไม่เกินสิบฟรังก์ โดย 1 ฟรังก์สวิส อยู่ที่ประมาณ 35 บาท


ย่านที่อยู่อาศัยในเมืองเจนีวาครับ

เมืองเจนีวานี่เป็นเมืองนานาชาติ เนื่องจากมีองค์การระหว่างประเทศตั้งอยู่มากมาย มีผู้คนจากเป็นร้อยประเทศ เข้ามาอยู่ที่นี่
รถราง ซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนหลัก ขึ้นฟรีครับ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก

นี่คือสภาพภายในรถราง ในเจนีวาครับ จะเห็นว่ามีจอ บอกสถานีต่อไป นอกจากนั้นยังบอก Connections คือเป็นการบอกว่า พอรถหยุดที่สถานีนั้นแล้ว จะมีรถสายไหน ไปต่อที่ไหน ออกเวลาเท่าไหร่ จากจอเลย เรียกว่า ความเป๊ะนี้ สุโค่ยครับ!


ประตูที่ไม่เปิดให้คนนอกเข้า ของสำนักงานสหประชาชาติ ที่กรุงเจนีวา

จริงๆ แล้ว สำนักงานสหประชาชาตินี้ก็มีอยู่หลายประเทศ ใหญ่ที่สุดก็ที่นิวยอร์ค แล้วก็มีที่เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา
ที่ไทยของเราก็มี ซึ่งแต่ละที่ ก็จะดูแลงานแตกต่างกันออกไป องค์การที่อยู่ภายใต้ UN ก็มีมากมาย เช่น WHO, UN Security Council และอื่นๆ โดยในเจนีวา ก็จะดูเรื่องที่เกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชน รวมถึง WHO ถ้าจำไม่ผิดก็มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เจนีวาเช่นกัน (แต่อันนี้ข้อมูลไม่ยืนยันนะครับ)

เดินอ้อมไปเข้าอีกประตู ซึ่งก็จะผ่านการตรวจค้นอาวุธ ตามระเบียบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่นี่ ใจดีกว่าเจ้าหน้าที่สนามบินของอังกฤษอีก
ถ่ายรูปทำบัตรชั่วคราว แล้วก็เดินเข้าไปตามทาง เพื่อรอเรียก สำหรับการเข้าชมก็จะมีผู้บรรยาย หลายภาษา


ห้องประชุมแรกที่เข้าไปครับ
ในสำนักงาน UN นี้ก็จะมีห้องประชุมหลายห้องด้วยกัน เล็กใหญ่ต่างกันไป
องค์การต่างๆ ที่ต้องการใช้ห้องไหน ก็สุดแล้วแต่ ความเล็กใหญ่และจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมขององค์การนั้นๆ


ทางเดินภายใน ใกล้ๆ ห้องประชุมใหญ่ ซึ่งโอ่อ่าแต่ก็เรียบง่าย

สำนักงาน UN ที่เจนีวานี้ เคยเป็น สำนักงานใหญ่ของ League of Nations มาก่อน
ขออนุญาตเล่าคร่าวๆ ถึงความเป็นมาของ League of Nations และ United Nations นะครับ

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงที่การลงนามที่แวร์ซาย ก็ได้มีการตกลงที่จะตั้ง League of Nations เป็นองค์การระหว่างประเทศ เพื่อความร่วมมือกันของประเทศต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้เกิดสงครามขึ้นอีก แต่ด้วยความที่ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเหมือนโต้โผใหญ่ แต่กลับไม่เข้าเป็นสมาชิกด้วย League of Nations จึงถูกลดความสำคัญลงไป และไม่สามารถยับยั้งการเกิดสงครามโลกครั้งที่สองได้ ต่อมาก็สลายไป

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง คราวนี้ ก็มีการตั้ง United Nations ขึ้น โดยที่สหรัฐอเมริกา และประเทศมหาอำนาจต่างๆ ก็เข้าร่วมด้วย
แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ แต่ก็ถือว่า ผ่านการทดสอบของกาลเวลา และอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้


นี่ก็คือ ห้องประชุมใหญ่ ของสำนักงานสหประชาชาติที่ เจนีวา ครับ
ด้านบนขวา จะเห็นเป็นระเบียงมีที่นั่ง ปิดกระจก นั่นเป็นที่นั่งของล่ามภาษาต่างๆ ซึ่งสหประชาชาติเองมีภาษาราชการที่ใช้กันอยู่หกภาษา คือ
อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สเปน และอาหรับครับ

จากสำนักงานสหประชาชาติ ก็มาเดินท่องเที่ยวเล่นในเมือง เจนีวากันครับ
ที่เห็นเป็นน้ำพุ คือ Jet d’eau ซึ่งเป็นน้ำพุริมทะเลสาบเจนีวา ว่ากันว่าน้ำพุนี้ เป็นตัวปรับแรงดันน้ำในเมืองเจนีวา

เป็นความประทับใจของเรามาก ที่แหล่งน้ำทุกที่ ในเมือง ในสวิสเซอร์แลนด์นั้น ใส สะอาดสุดๆ
ไม่ว่าจะอยู่ในตรอก ลึก หลืบมุมไหน ก็ยังใส ที่พูดได้ก็เพราะเราพยายามจับผิด ตลอดการเดินทาง แต่อนิจจา ไม่สามารถจับผิดความสะอาดของสวิสเซอร์แลนด์ได้เลย แม้จะมีเศษนู่นนี่บ้างเล็กน้อย ถือได้ว่า 96-97% สะอาดจริงๆ ครับ

นาฬิกาดอกไม้ สร้างมาหลายสิบปี แต่ก็ยังเดินดี และได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีมาตลอด


อาทิตย์อัสดง ตรงทะเลสาบ เจนีวา


สภาพบ้านเมืองในเจนีวา

เจนีวา มีร้านนาฬิกาค่อนข้างเยอะ แม้ว่าตอนที่เราเดินไปในเมือง ร้านรวงจะปิดกันไปแล้ว แต่ก็ยังตื่นตาตื่นใจกับตู้โชว์นาฬิกาที่อยู่ตามร้านต่างๆ

ชาวสวิส เป็นคนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากๆ น่าเอาเป็นตัวอย่าง
เทคโนโลยี ที่ชาวสวิสใช้ เป็นไป เพื่อให้คน “อยู่ร่วม” กับสิ่งแวดล้อมได้ อย่าง “มีความสุข”

ขอสปอยล์เลยว่า แม้เมืองอื่นใดจะสวยงาม และมีเสน่ห์ แต่สำหรับเราแล้ว เท่าที่เคยไปมาทั้งหมด (ไม่นับประเทศไทย เพราะประเทศไทย คือ “บ้าน”)

เรา “ประทับใจ” เจนีวา และขอยกให้เป็นเมืองอันดับหนึ่ง ในทุกๆ ด้าน  (ยกเว้นค่าครองชีพ)

แล้วมาติดตามเสน่ห์ และความหลงใหล ของเรา กับสวิสเซอร์แลนด์ได้ ในตอนต่อไปครับ

โปรดติดตาม ^ ^

ตามปีนป่ายไปยุโรป ๒

3 ความเห็น

มาต่อกันเลย กับตอนที่สอง ยังอยู่ที่ปารีสนะครับ

วันที่สองที่ปารีสนี้ ไปเที่ยว ปารีสดิสนีย์แลนด์ ตามข้อเสนอของเพื่อนที่ไปด้วยกัน

ปารีสดิสนีย์แลนด์นี้ต้องนั่งรถไฟใต้ดิน Metro ออกไปจากปารีสอีก
ตั๋วสำหรับปารีสดิสนีย์แลนด์นั้นเรากับเพื่อนซื้อตั้งแต่นั่งยูโรสตาร์มาจากลอนดอนแล้ว ในสนนราคา ประมาณ ๔๗ ยูโร ถ้าจำไม่ผิด

ดิสนีย์แลนด์ที่ปารีส มีสองพาร์ค พาร์คแรกเป็นสวนสนุก มีเครื่องเล่นเรียกว่า ทุกชนิดเลย
พาร์คที่สองเป็นพาร์คที่เรียกว่า Disney Studio มีเครื่องเล่นนิดหน่อย แต่ส่วนมากก็จะมีพวกที่ให้เข้าไปดูว่าการถ่ายทำ หนังของดิสนีย์นั้นทำอย่างไร หรือไม่ก็ เป็นธีมที่เอาการ์ตูนหรือหนังของดิสนีย์เป็นหลัก ให้คนเข้าไปมีส่วนร่วม


Bienvenue ครับ ขนาดมาแต่เช้า คนก็ยังเยอะเลย

ตึกนี้ เป็นโรงแรม ดิสนีย์ด้วย

เก็บบรรยากาศครับ

ปราสาทดิสนีย์เป็นแบ็คกราวด์

มาถึงพาร์คที่สอง ที่เป็นส่วนของสตูดิโอ
ก็ได้ไปนั่งรถ ดูการทำ special effects ของหนังในเครือดิสนีย์

นั่งไปถึงจุดๆ นี้ ที่เค้าว่าจะมีโชว์ Special Effects ให้ดูด้วยว่าเป็นอย่างไร


นั่งอยู่บนรถ พื้นถนนตรงจุดที่รถจอด ก็โยกซ้ายขวา เหมือนจริงมาก แล้วไฟนี่ก็ร้อนผ่าวมาถึงหน้าเลย
ตื่นเต้นมาก ไม่นึกว่าจะระเบิดกันซึ่งหน้าอย่างนี้เลย


แล้วก็ตูม มีน้ำมาดับไฟครับ ตูม น้ำท่วมทุ่งข้าวสาลี แต่ยังไม่มี โกโก้ครันช์…
ทั้งดิสนีย์แลนด์ เราชอบจุดนี้มากสุด “โคตรตื่นตาตื่นใจอะ”


ช่างเป็นโลกที่ทำอะไรให้เป็นจริงได้ ขอบคุณดิสนีย์
ที่ช่วยสร้าง ความฝันให้เด็กๆ หลายล้านคนทั่วโลก
ที่ช่วยอยู่เคียงข้างเด็กๆ ให้เติบโตขึ้นมาอย่างสร้างสรรค์ครับ


ตอนเย็นๆ มีพาเหรด ตัวละครดิสนีย์ทั้งหลาย มาร้องเล่น เต้นระบำ กันอยู่หน้าปราสาท


จากรถไฟในจินตนาการ จากเครื่องเล่นรถไฟโหด ๆ
สู่โลกแห่งความเป็นจริงครับ

ดิสนีย์แลนด์ในหนึ่งวัน

ตอนต่อไป เรามาข้ามประเทศ ไปสวิสเซอร์แลนด์กันครับ

โปรดติดตาม!!

ตามปีนป่ายไปยุโรป ตอนที่ ๑

2 ความเห็น

ทริปนี้ เกิดขึ้นจากความคิดที่ว่า ไอ้เราก็อยู่ที่อังกฤษมาหลายปี เห็นเพื่อนเค้ามาปีแรกก็ไปฝรั่งเศส ไปนู่นไปนี่ เข้าปีที่สี่ ก็เลยคิดว่า มา ไปบ้างดีกว่า แต่ที่ไม่ได้ไปตอนแรกๆ นั้นก็ด้วยเหตุผลเรื่องเงิน เพราะว่าค่าวีซ่าเชงเก้นมันแพง เลยกะจะวางแผนให้ไปหลายๆ ประเทศหน่อย พอสอบเสร็จ เดือนมิถุนายน 2554 เลยเริ่มวางแผนครับ วางแผนว่าจะไปประเทศไหนบ้าง แล้วก็จะทำวีซ่ายังไง

ในที่สุดก็มาลงตัวที่โปรแกรม ไปฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และเยอรมันนีครับ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 24 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม ครับ

โดยอยู่ฝรั่งเศสสามวันสองคืน อยู่สวิสเซอร์แลนด์ สี่คืน ส่วนเยอรมันนีอีกสองคืนครับ
ส่วนเมืองที่ไปพัก ก็ไปตามเส้นทางรถไฟเลย ปารีส-เจนีวา-เบิร์น-ซูริค-มิวนิค-แฟรงค์เฟิร์ต-ปารีส-ลอนดอน-เดอแรม ครับ

ซื้อบัตร Interrail Pass ไป ซึ่งเป็นบัตรใช้เดินทางรถไฟได้ทั่วยุโรป ซื้อแบบ 10 days in 22 days ครับ คือใช้ได้สิบวัน ไม่ต้องติดต่อกันก็ได้ แต่ต้องอยู่ภายใน 22 วัน สนนราคาราว หมื่นกว่าบาท

ทริปนี้ไปกับเพื่อนอีกคนหนึ่งครับ

ด้วยความที่รถไฟยูโรสตาร์ออกจากลอนดอนตอนเช้า แปดโมงวันที่ 24 กันยา เราเลยต้องมานอนที่ลอนดอนก่อนคืนนึง กันพลาด เพราะมาจากเดอแรมไม่ทันแน่ๆ นอนที่หอพักของ LSE (London School of Economics) เป็นห้องเดี่ยว ห้องน้ำรวมครับ

ราคาใช้ได้ทีเดียวสนนราคา 28 ปอนด์ครับ (28×5= 1400 บาท) ถือว่าไม่แพงเท่าไหร่ ราคาห้องเดี่ยวในลอนดอน

นี่คือภาพเตียงครับ อากาศยังไม่หนาว นอนใส่ขาสั้นสบายเลย

ที่พักนี้อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ St.Pancras International ในระยะเดินได้ (แต่ไกลหน่อย) ตอนเช้าก็รีบตื่น ไปถึงสถานีรถไฟ ไปเอาตั๋วจากตู้ แล้วก็เตรียมเช็คอิน ซึ่งการโดยสารรถไฟยูโรสตาร์จะต้องเช็คอินก่อน สามสิบนาทีครับ

เข้าไปก็คล้ายๆ กับในสนามบิน มีตรวจสัมภาระ ตรวจพาสปอร์ตโดยมีเจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศสมานั่ง เสร็จแล้วก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปชานชาลาครับ

สถานีเริ่มมีห่วงโอลิมปิคแล้ว

จากนั้นก็นั่งรถไฟ ไป ปารีส โดยระหว่างทาง ก็จะผ่านช่องแคบโดเวอร์ นั่งผ่านอุโมงค์มืดๆ ประมาณ ยี่สิบนาที ก็ถึงฝั่งฝรั่งเศส แต่เนื่องจากปารีสอยู่ตรงกลางๆ ก็ต้องนั่งไปอีกหน่อย

มาถึงสถานี Gare Du Nord แล้ว และด้วยความรู้ภาษาฝรั่งเศสน้อยนิด Gare คงจะแปลว่าสถานี Nord ก็คือ North หรือ เหนือนั่นเอง

ตามแผนที่แล้ว ลอนดอนอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปารีส รถยูโรสตาร์ ที่มาจาก และไปลอนดอน ก็ต้องเข้าที่นี่แหละนะครับ

จากนั้นก็ไปที่ Metro คือรถไฟใต้ดิน เพื่อจะขึ้นรถไฟใต้ดินไปที่โรงแรมที่จองไว้

เจอประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก คือมีคนวิ่งเข้ามาขอทานอย่างจู่โจมเต็มไปหมด เป็นเด็กๆ อายุไม่มากเท่าไหร่ เป็นแก๊งเลย
มาบอกว่าหูหนวก (ใบ้ๆ ด้วยภาษามือเอา) แล้วขอให้เซ็นชื่อ เขียน แล้วบริจาคเงิน

พอเห็นตำรวจเท่านั้นแหละ วิ่งหนีกันแนบเลย
ไปซื้อตั๋วสำหรับสองวัน ราคาไม่แพงเลย ได้ลดราคานักเรียนอีก รวมสองวัน ราคา 14 ยูโรเท่านั้นเอง

ระบบรถไฟใต้ดินก็ใช้ไม่ยาก คล้ายๆ กับอังกฤษ แต่สายรถใต้ดินจะเรียกเป็นเลข ในขณะที่ของลอนดอนจะใช้ชื่อ
ดูสี ดูชื่อสถานี ไปถึงสถานีรถไฟที่ใกล้โรงแรม Hotel du Commerce ซึ่งเป็นโรงแรมที่จะอยู่กันที่ปารีสสองคืน

พอไปถึงโรงแรม เช็คอิน แล้วพนักงาน (หรือเจ้าของ) ก็บอกว่า ต้องเสียค่าอาบน้ำ อีกวันละ 2 ยูโร เค้าว่าเป็นแบบ unlimited แต่ วันวันนึงคนเค้าจะอาบน้ำกันซักเท่าไหร่กัน (วะ) ครับ
แต่ก็เสียเงินให้เค้าไป ด้วยความเข้าใจว่า สงสัยคนฝรั่งเศสไม่ค่อยอาบน้ำ

สภาพห้องไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ในตู้มีราอยู่ด้วย ไม่มีห้องน้ำในตัว ต้องไปอาบน้ำในห้องน้ำรวม (แต่ก็มีประตูแยกห้องเดี่ยวๆ) ห้องส้วมก็อยู่ถัดไปไม่ไกล เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยคุ้มราคา คืนละ 54 ยูโรแน่ะ แต่เมื่อดูที่ตั้งแล้ว อยู่ใกล้เมืองมากๆ ไม่ไกลจาก มหาวิหาร Notre Dame เท่าไหร่ เลยพอรับได้ครับ

สภาพอาคารในปารีส ถ่ายใกล้ๆ โรงแรม มีร้านอาหารไทยชื่อเชียงใหม่ด้วย

ออกจากโรงแรมไม่กี่ก้าวก็ถึงแม่น้ำ Seine ตรงส่วนนี้จะมีเกาะกลางแม่น้ำซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิหาร Notre Dame นั่นเองครับ

มหาวิหาร Notre Dame ถ่ายแต่ข้างนอก ไม่ได้เข้าไปข้างในครับ

อีกมุมหนึ่งของ Notre Dame

ถ่ายตึกรามบ้านช่องไปเรื่อย

ด้วยความที่เห็นคำว่า Bastille เลยนึกว่า เป็นทางไปคุกบาสติลล์ สมัยปฏิวัติฝรั่งเศส เลยตามไปดูครับ

ระหว่างทางก็เห็นป้ายโฆษณา รูปทรงแบบนี้ แปลกตาดีครับ

เดินไปซักพัก ก็มาถึง Bastille ที่จริงๆ แล้วคือชื่อวงเวียน ชื่อย่าน ไม่ใช่คุกบาสติลล์แต่อย่างใด…

แล้วก็ขึ้นรถเมล์… หาทางไปแถวๆ Louvre

รถเมล์ก็น่านั่งทีเดียว

มาถึง Louvre จนได้ หลังจากนั่งรถเมล์หลงไปคนละทาง (ขึ้นถูกสายแต่ไปผิดทิศ)
เห็นปิรามิดคู่ ใหญ่เล็ก ก็ตื่นเต้น แต่ไม่ได้เป็นคนหัวศิลป์ซักเท่าไหร่ ก็เลยไม่ได้เข้าไปกัน

ถ่ายมันแต่ข้างนอกนี่แหละครับ

ให้เพื่อนเอากล้องเพื่อนถ่ายแต่รูปเรา ส่วนในกล้องเรา ก็จะมีแต่รูปของเพื่อนครับ วันที่และเวลา เพี้ยนไป ไม่เกี่ยวกับเรานะคร้าบ

เดินต่อมา ใกล้ๆ กันก็จะถึงประตูชัยแห่งปารีส หรือ

Arc de Triomphe นั่นเอง ตอนไปถึงมีพาเหรด อะไรก็ไม่รู้ เราก็ไปยืนๆ ดูกัน ซึ่ง ประตูชัยนี้ก็ตั้งอยู่ตรงวงเวียน ที่มีถนนที่

อาจจะเรียกว่า ดังที่สุดของฝรั่งเศส Champs Elysees อยู่ด้วย

ขอถ่ายรูปคู่กับป้ายถนนหน่อย

มีคาเฟ่ (ท่าทาง) ราคาแพง แต่สังเกตดู มี McDonalds ด้วย ซึ่งเรากับเพื่อนเข้าไป เพื่อเข้าห้องน้ำครับ

ระหว่างข้ามถนนอยู่ แล้วไปไงมาไงไม่รู้ ติดอยู่ตรงเกาะกลาง เลยได้ใช้เวลาถ่ายรูปที่ภาษาเหนือเรียกว่าเริ่มจะมืด “ซุ้มซิ้มๆ”

แล้วก็เดินมา ใกล้ถึงหอไอเฟลแล้วครับ ตอนที่ถ่ายรูปไอเฟลมานี่ประมาณทุ่มนึง แต่ฟ้ายังไม่มืดเท่าไหร่
หาของกินแถวนั้น แล้วก็ต่อแถวขึ้นลิฟต์ไปข้างบนครับ
ต่อแถว ประมาณชั่วโมงครึ่งแน่ะ ตอนไปทริปนี้ เอ็นที่หลังเท้าผมมันคงพลิกครับ ปวดตอนเดิน กับตอนขากระแทกพื้นอยู่มากทีเดียว แต่ก็ทน เพื่อนก็อยากดู เราเองก็คิดว่า ไหนๆ มาถึงนี่แล้ว ก็อยากจะดูเหมือนกัน เหนื่อยมากวันนี้ เพราะเดินเที่ยวทั้งวัน บวกกับยืนรอลิฟต์ชั่วโมงครึ่ง แต่พอขึ้นข้างบน ก็คุ้มทีเดียวครับ

รูปอื่นๆ ที่พยายามให้ชัตเตอร์ช้าลง แต่รูปออกมาไม่ชัด เลยไม่ได้มาโชว์ครับ

มาถ่ายเอาด้านล่างก็แล้วกัน ไฟสวยดี

เสร็จจากตรงนี้ ก็กลับโรงแรม นอนครับ

ในวันต่อมา จะพาไปเที่ยว ปารีส ดิสนีย์แลนด์กัน

ขอบคุณที่ติดตาม และขอให้ติดตามตอนต่อไปด้วยนะครับ

ใต้ประทีบธรรม สิบห้าวัน ที่วัดชลประทานฯ ๑๒ (ลาสิกขา)

1 ความเห็น

ดำเนินมาถึงตอนลาสิกขาแล้ว

ตื่นเช้าตามปกติ ไปทำวัตรเช้า
กลับมา ปลงอาบัติให้เรียบร้อย

รอกุฏิหลวงพ่อเปิด

เตรียมท่องคำลาสิกขา ซึ่งความหมายก็ประมาณว่า จะกลับไปใช้ชีวิตเป็นคฤหัสถ์

มีโยมแม่เตรียมเสื้อผ้า ที่จะเปลี่ยน
พิธีก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย

ในการนี้ หลวงพ่อให้ตั้งใจว่า สึกแล้ว จะเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไร

เราตั้งใจไว้ว่า จะพยายามเป็นชาวพุทธที่แท้ คือไม่หลงกับพิธีกรรม หรือเปลือก แต่หันมาสนใจ “แก่น” พุทธศาสนาแทน
ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอดสิบห้าวันแห่งการเป็นพระที่วัดชลประทานฯแห่งนี้ ปัจจุบัน พุทธศาสนาในประเทศไทย ถูกบดบังด้วยเปลือกหนาๆ เหล่านี้ จนอาจทำให้หลายๆ คนลืมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปเสีย

นอกจากนี้ หลวงพ่อถามว่า ดื่มเหล้าบ้างหรือเปล่า
ก็ตอบท่านไปว่าดื่มบ้าง

หลวงพ่อขอให้งด

ตอนนี้ เราก็ไม่ได้ดื่มเหล้าแล้วครับ

ถ่ายกับโยมแม่ รูปที่สอง ด้านหลังเป็นรูปหล่อ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ที่เราเคารพท่านมากครับ

ขอบคุณที่ติดตาม เรื่องราวการบวชนะครับ
แล้วติดตามเรื่องอื่นๆ ต่อได้ ที่ http://peenpai.wordpress.com/ แห่งนี้ครับผม

ใต้ประทีบธรรม สิบห้าวัน ที่วัดชลประทานฯ ๑๑

ใส่ความเห็น

วันเสาร์ที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ (อันนี้ยังเป็นการเขียนย้อนหลังเรื่องราวบวชเมื่อปีที่แล้วอยู่ครับ)
ก็จะขอรวมตอนที่เหลือให้เป็นตอนเดียวเลยก็แล้วกัน

วันนี้ฝนไม่ตกแล้ว มีเลี้ยงเพลอีกวัน กับข้าวโยมแม่ที่ใส่บาตรตอนเช้า เลยไม่ได้ฉัน
สละให้ที่วัดไป วันนี้ไม่มีอะไร ตอนเย็นมีประชุม
ส่วนเวลาที่เหลือก็เป็นกรรมฐาน

 

วันอาทิตย์ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕
วันอาทิตย์ก็เหมือนสัปดาห์ที่แล้ว มีใส่บาตรสองรอบ
ตอนเช้า หลังจากบิณฑบาตเสร็จแล้ว โยมโอ ที่ขับรถมาส่งที่วัดทุกวัน รถเสีย เลยนั่งแท็กซี่กลับวัด
วันนี้มีญาติๆ หลายคนมาก มาร่วมใส่บาตร อาหารการฉันอุดมสมบูรณ์มาก

ตอนบ่ายว่าง ส่วนตอนห้าโมงมีประชุม วันนี้รู้สึกนั่งสมาธิ ได้ดีขึ้น

โดยสามารถสรุปหลักการเดินกรรมฐานได้ จากที่พระอาจารย์บอก มีหกระยะ ตามความละเอียด
ก่อนจะเดินก็ต้องบอกกับตัวเองในใจว่า “อยากเดินหนอ อยากเดินหนอ อยากเดินหนอ”
พอจะเดิน ก็บอกกับตัวเองว่า “เดินหนอ เดินหนอ เดินหนอ”
ระยะที่ ๑
ขวา/ซ้าย ย่างหนอ

ระยะที่ ๒
ยกหนอ,  เหยียบหนอ

ระยะที่ ๓
ยกหนอ, ย่างหนอ, เหยียบหนอ

ระยะที่ ๔
ยกหนอ, ย่างหนอ, ลงหนอ, เหยียบหนอ

ระยะที่ ๕
ยกส้นหนอ, ยกหนอ, ย่างหนอ, ลงหนอ, เหยียบหนอ (อาจจะไม่เป๊ะนัก แต่ก็ประมาณนี้)

ระยะที่ ๖
ยกส้นหนอ, ยกหนอ, ย่างหนอ, ลงหนอ, ถูกหนอ, กดหนอ เป็นขั้นที่ละเอียดที่สุด

พระอาจารย์บอกว่า จะภาวนาให้ได้ดี ต้องกำหนดรู้ให้ได้ว่า ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา
———————————————————————————

วันจันทร์ที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๓
วันนี้ฝนตกตอนบิณฑบาต
กรรมฐานตอนเช้า ง่วงๆ อยู่เหมือนกัน
ฉันเพลเสร็จ
ล้างนู่นล้างนี่ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

———————————————————-
วันอังคารที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓

ฝนตกตอนบ่ายหนักมากเลย
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากกรรมฐานวันนี้ “ความจริงข้างใน คือการไม่ยึดมั่นถือมั่น ส่วนความจริงข้างนอก เรายังต้องยึดมั่นอยู่” เข้าใจว่าความจริงข้างนอก ก็คือ สมมติสัจจะ… คือสิ่งที่สมมติ ขึ้นมา…

———————————————————————-

วันพุธที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๓

วันนี้มีพระบวชใหม่หนึ่งรูป หลวงพี่โจอี้
ท่านจบโทจากเคมบริดจ์ มาบวชยี่สิบวันก่อนกลับไปทำงานที่ลอนดอน
ด้วยความที่ท่านบวชทีหลัง แม้จะอายุจริงมากกว่า แต่ก็เป็นภันเตต่อจากเรา

วันนี้นั่งกรรมฐาน หนึ่งชั่วโมง ปวดขามากๆ แต่ก็ดีใจที่ได้พยายามจนนั่งยาวๆ ได้สำเร็จ
——————————————————————

วันพฤหัสที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๓

วันนี้เดินบิณฑบาต ได้แยกสายไปกับเณรรูปหนึ่งมาจากจีน แต่มาอยู่ที่วัดชลประทานฯ ได้หนึ่งปีแล้ว
หลวงพี่เบียร์ให้เราเดินนำแยกสาย ผ่านไปเรียบร้อยดี
ตื่นเต้นมาก กลัวแวะบ้านผิด เพราะถนนสายนั้น เป็นชุมชนชาวมุสลิม และมีคนไทยพุทธใส่บาตรเป็นจุดๆ ต้องจำให้ได้

วันนี้กรรมฐาน ง่วงน้อยลง แต่ยังฟุ้งอยู่มาก

ต้องพยายามต่อไปเรื่อยๆ ตอนนี้คิดและตั้งใจว่า เมื่อสึกแล้วก็ยังต้องพยายามต่อไป

————————————————————————————-

วันศุกร์ที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๓

วันนี้บิณฑบาตวันสุดท้าย เพราะอีกวันก็สึกแต่เช้า
ได้ถ่ายรูปร่วมกับหลวงพี่สายบิณฑบาตเป็นที่ระลึก
และแม้จะอยากบวชต่ออีกสักพัก เพราะติดใจในความสงบ เรียบง่าย ไม่ต้องยุ่งกับโลกภายนอก
แต่ก็ด้วยภาระหน้าที่

คิดไว้ว่า ถ้าเป็นฆราวาส ก็ต้องเป็นฆราวาสที่ดี

กรรมฐานค่ำเสร็จ นอนไม่หลับ กว่าจะหลับก็สี่ทุ่มกว่า
ตื่นเต้น เหมือนกันที่จะได้กลับไปเป็นฆราวาส

————————————————————————
โปรดติดตามตอนลาสิกขา ตอนต่อไปนะครับ

ใต้ประทีบธรรม สิบห้าวัน ที่วัดชลประทานฯ ๑๐

ใส่ความเห็น

ดำเนินมาจนถึงตอนที่ ๑๐ แล้วครับ

วันศุกร์ที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓

วันนี้ฝนตกตอนทำวัตร (ประมาณตีสามครึ่ง) และก่อนออกบิณฑบาตเล็กน้อย

วันนี้ถึงตาเราออกเดินสายย่อยกับหลวงพี่เบียร์ ซึ่งมีชื่อในด้านการเดินเร็วมาก
สมคำร่ำลือจริงๆ ครับ เดินตามแทบไม่ทัน เรียกว่า มีการฝึกฝนตลอดเวลา ในระยะการบวชสิบห้าวันนี้

เมื่อเรียนกรรมฐานตอนเช้าเสร็จ ทางวัดมีเลี้ยงเพล ซึ่งเจ้าภาพก็คือโยมแม่ของหลวงพี่พระนวกะรูปหนึ่ง
ฉันกันที่ศาลาฉัน

หลังเพล แล้วก็ซักจีวร
กรรมฐานต่อช่วงบ่ายและค่ำ เป็นเรื่องปกติ

และในช่วงกรรมฐานนี้ ก็ให้งดทำวัตรเย็นไปก่อน

แล้วติดตามตอนต่อไปนะครับ

ใต้ประทีบธรรม สิบห้าวัน ที่วัดชลประทานฯ ๙

ใส่ความเห็น

วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๓

วันนี้บิณฑบาตกลางสายฝนเลยทีเดียว กางร่มไปด้วย มืออุ้มบาตรไปด้วย
นับเป็นการฝึกสมาธิ และความตั้งใจอย่างดียิ่ง

เมื่อกลับมาถึงวัด เนื่องจากฝนตก พระอาจารย์เลยอนุญาตให้กลับไปฉันเช้าที่กุฏิ
พอเก้าโมงครึ่ง ก็มาเรียนกรรมฐานต่อ
เสร็จจากฉันเพล ก็มาเรียนกรรมฐานภาคบ่าย
พอสามโมงครึ่ง เลิกมาทำวาระ

จากนั้นก็ว่างจนถึงหกโมงครึ่ง ขึ้นเรียนกรรมฐานจนสองทุ่มครึ่ง จึงกลับกุฏิ และจำวัด…

แล้วติดตามตอนต่อไปนะครับ

ใต้ประทีบธรรม สิบห้าวัน ที่วัดชลประทานฯ ๘

ใส่ความเห็น

วันพุธที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ครับ

วันนี้ฝนตกตอนตีสอง ดีว่าตอนออกไปทำวัตรฝนหยุดตกแล้ว ตอนไปบิณฑบาตฝนก็ไม่ตก
วันนี้มีคนมาใส่บาตรที่ลานหินโค้ง ในวัด น้อยกว่าเมื่อวาน กลับกุฏิเร็วขึ้น มาซักผ้า

แล้วออกไปเรียนกรรมฐานที่โรงเรียนพุทธธรรมด้านหน้า

ในภาคเช้า พระอาจารย์สอนการเตรียมตัว ส่วนในภาคบ่ายเป็นการปฏิบัติ
มีทั้งการยืน การเดิน การนั่งกรรมฐาน
เมื่อรู้สึกง่วง พระอาจารย์มีวิธี โดยการให้สูดลมหายใจเข้า-ออก ลึกๆ หลายๆ ครั้ง
แม้ว่าทำแรก ๆจะง่วงอยู่บ้าง แต่ก็มีสมาธิมากขึ้นกว่าเดิม

พอสามโมงครึ่ง ก็มาทำวาระ (คือการทำเวรนั่นเอง) เราเวรล้างห้องน้ำที่กุฏิสี่เหลี่ยม
ส่วนวันนี้ ไม่มีประชุมตอนเย็น
ราว หกโมงครึ่งก็มากรรมฐานต่อ แล้วกลับกุฏิ

โดยปกติแล้วที่กุฏิสี่เหลี่ยมจะมีถังแช่นม เครื่องดื่ม น้ำปานะ ไว้ตลอด ไม่ต้องกลัวว่าจะหิวเลย

แล้วติดตามตอนต่อไปนะครับ

Older Entries

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.